พระอาจารย์
2/24 (530901)
1 กันยายน 2553
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 2/24 ช่วง 1
แล้วมันก็วิ่งอยู่สองอย่าง...อนาคตกับอดีต...อดีต-อนาคต ...แต่ปัจจุบันนี่มันดีดดิ้น ไม่ยอมรับ หนี แก้ ...ภพปัจจุบันนี่ไม่เอา...ไม่เอาเลย ...พอบอกให้อยู่ปุ๊บ เอาแล้ว มันว่า...เดี๋ยวโง่มั่ง
"ไม่รู้จักทำอะไรก็เรียกว่าไม่มีปัญญาสิ ...รู้เฉยๆ รู้โง่ๆ กูไม่เชื่อ รู้แบบไม่ต้องมีไม่ต้องเป็นกับมันนี่ อย่างนี้มันไม่มีปัญญารึเปล่า ปฏิบัติมาตั้งนานทำไมไม่มีปัญญาข้ามมัน
หรือว่าทำมันแก้มันให้หลุดล่ะ"
นี่ เอาอีกแล้ว คิดต่อไปอีกแล้ว คิดถึงการหลุดออกจากปัจจุบันอีกแล้ว ...หลุด-ไม่หลุด...ไม่ได้อยู่ที่เรา
อยู่ที่เหตุปัจจัยของปัจจุบัน ใช่ไหม อย่างฝนจะตก แดดจะออกนี่ ...นี่คือปัจจุบัน มันตั้งอยู่อย่างนี้ๆ
ถ้าไม่ยอมรับ อยากให้แดดร่ม “เมื่อไหร่มันจะหยุด
เมื่อไหร่มันจะหายไปๆ” คิดยังไง แก้ยังไง มันก็ยังตั้งอยู่ ...คือเหตุปัจจัยยังไม่ถึงการดับไปของเหตุปัจจัยที่ตั้งอยู่ มันก็ตั้งอยู่
แต่ทำยังไงถึงจะวางจิตให้เป็นกลางกับตรงนี้
ยอมรับกับมันให้ได้ ...นี่เขาเรียกว่ายอมรับตามความเป็นจริง ปัญญานี่เห็นแล้ว...เห็นแล้วยอมรับ
"เออ เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เขามายังไงเขาก็ไปยังงั้น
เขามาของเขาเอง เขาก็ดับของเขาเองเด่ะ"
นี่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใครมาควบคุม
ไม่มีใครมาบังคับได้ ไม่มีใครจัดการได้ ...เรามีหน้าที่อย่างเดียวเอง
คือเราเป็นแค่ผู้ดู...รู้อยู่กับมัน เราไม่ใช่เป็นเจ้าของมัน
แต่เราเป็นเพียงผู้รู้อยู่กับมัน
เพราะนั้นเมื่อพิจารณาเห็นความเป็นจริงอย่างนี้บ่อยๆ
ยอมรับความจริงเช่นนี้บ่อยๆ ความเป็นเรามันจะน้อยลงเอง ...มันน้อยลงเองเลย เราไม่ต้องไปเลิกไปละไปตัดมันเลย
บางคนก็ถาม...เอ๊ะ จะละ “เรา” จะละสักกายยังไง อยากเข้าโสดาบันเร็วๆ
ก็มองหาว่าเป็นเราตรงไหน แล้วก็ไม่ให้เราเกิดขึ้นมา ...บอกให้ ไม่ต้องทำอะไรหรอก
แค่ยอมรับตามความเป็นจริงปัจจุบันนี่
แล้วมันจะเหลือเป็นเพียงแค่ “กายกับใจ” สองอย่าง ...“เรา” ไม่มี ...ตัวเราที่แท้จริงคือกายกับใจที่อยู่คู่กัน
มันอาศัยกันอยู่ระหว่างกายกับใจ
แล้วก็ใจเป็นผู้พากายวาจาเดินไปเดินมาจับนั่นทำนี่ไป
เห็นมั้ย ไม่มีเรื่องของเราเลย
มีแต่เรื่องของกายกับใจที่อยู่คู่กัน เป็นธรรมคู่กันอยู่อย่างนั้น ...แล้วใจนี่ก็ต้องอยู่กับกายตามวาระ...ถือว่ากายอันนี้มันเป็นวิบาก
เขาเรียกว่ามันเป็นวิบาก
วิบากคืออะไร วิบากคือผลของกรรม
คือผลจากการกระทำมาตั้งแต่อดีต มันก็ก่อให้มาเป็นวิบากในปัจจุบัน...เป็นชายเป็นหญิง
ได้รูปลักษณ์อย่างนี้ ได้รูปร่างอย่างนี้
ดินน้ำไฟลมมันประกอบกันอย่างนี้ ...องค์ประกอบภายในของดินน้ำไฟลม
การสมดุลของดินน้ำไฟลมแตกต่างกันไป...ตามเหตุปัจจัยของกรรม ...ไม่ใช่ “เรา”
ไม่ใช่เราอยากได้รูปนี้แล้วก็ได้...ไม่ได้หรอก อยากยังไงก็ไม่ได้ ...กรรมเป็นเหตุปัจจัยอันใหญ่ หลักใหญ่
แล้วไม่ต้องไปหาเหตุแห่งกรรมด้วย เพราะเรื่องกรรม พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอจินไตย จิตมนุษย์ไม่สามารถหยั่งถึงหรอก
ไม่มีทางรู้เรื่อง ที่มาที่ไปของมันโดยสมบูรณ์ได้เลยนะ
เอาเป็นเพียงว่า...ท่านก็พูดคร่าวๆ ว่า
มันมาจากกรรมเป็นปัจจัย มันมาแต่อารมณ์เป็นปัจจัย มันมาจากนิสัยเป็นปัจจัย
มันมาจากวิบากเป็นปัจจัย พวกนี้ นี่ รู้แค่นี้พอแล้ว
แต่มันยังบอก...เอ๊ เพราะทำสิ่งใดมา
อะไรอย่างนี้ มันไม่สามารถบอกที่มาที่ไปได้ ...เพราะนั้นบางทีเราก็มานั่งตำหนิแช่งตัวเองว่าเราทำอะไรมาถึงเจอเหตุการณ์นี้
มันไม่น่า...อย่างนั้นอย่างนี้
คือไอ้ที่เราอยากรู้เพราะเราจะไปแก้มัน
อยากจะแก้เพื่อให้ไอ้เดี๋ยวนี้มันหายไป ...เห็นมั้ย ทุกสิ่งทุกอย่าง
มันปรุงแต่งมาเพื่อหนี ว่าตรงนี้ทำไมมันไม่ดับสักที แค่นั้นเอง
อย่างว่า “ทำไมแดดไม่หายสักที” ...นี่ เพราะกูชอบร่มน่ะ กูชอบความสบาย กูชอบความไม่มีไม่เป็นอย่างนั้น
เลยเข้าใจว่าตรงนี้มันไม่ดีกว่าตรงนั้น ...นี่คือความหมายมั่นนะ เห็นไหม
ขณะนี้เรารู้ปัจจุบัน
แต่เรายังละปัจจุบันไม่ได้ ปัญญายังไม่ถึงพอ ...รู้ปัจจุบันแต่ยังติดปัจจุบัน ...เพราะนั้นตอนนี้งานของเราส่วนใหญ่คือต้องเท่าทัน
เพราะว่าคนทั่วไปนี่มันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
มันมีแต่อดีต-อนาคต ปัจจุบันไม่รู้จักเลย นะ ...ตอนนี้เราเท่าทัน เริ่มเท่าทัน ฝึกที่จะเท่าทันอดีตและอนาคต
และให้มันรู้อยู่ปัจจุบัน
แต่พอรู้อยู่ปัจจุบันแล้วมันจะไพล่หาอดีตอนาคต...เราต้องเท่าทันตรงนี้ก่อน อย่าไปคิด อย่าไปจำ อย่าไปให้ค่ากับความคิดความจำ ...รู้ก่อน แล้วก็กลับมายอมรับปัจจุบัน
อดทน
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่กับทุกข์ในปัจจุบัน...ด้วยการอดกลั้น ขันติ อดทน...เป็นตบะ
อยู่กับทุกข์นี้โดยไม่หือไม่อือ ...ตรงนี้ก่อน เรียกว่ายอมรับทุกข์ในปัจจุบันก่อน
เรียกว่ารู้ปัจจุบันแต่ยังละไม่ได้
แล้วต่อไปมันรู้เห็นปัจจุบัน
แล้วเห็นปัจจุบันเป็นไตรลักษณ์บ่อยๆ ...อดทนกับมันแล้ว อยู่กับมันแล้ว
นึกว่ามันจะไม่หายไปไหน ...อ้าว ดันเสือกหายไป...เองด้วย เห็นมั้ย
ตอนนี้มันเริ่มเห็นไตรลักษณ์ในปัจจุบัน
ปัญญาเริ่มเห็นความดับไปในปัจจุบันแล้ว ...จิตมันก็จะเริ่มมองรับรู้ปัจจุบันด้วยความเป็นกลางมากขึ้น
เป็นธรรมดามากขึ้น ไม่ใส่ใจกับมันมากขึ้น
พอถึงจุดนี้แล้วไม่ต้องพูดถึงอดีต-อนาคตเลย ...อดีต-อนาคตมันเริ่มเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปแล้ว นี่ มันจะไม่ออกนอกนี้
ไม่ออกนอกดวงจิตผู้รู้ในปัจจุบัน ...แล้วมันก็จะเหลือแค่สองสิ่ง
จากนั้นเหลือสองสิ่ง คืออารมณ์คู่...สิ่งที่ถูกรู้กับรู้ ...เนี่ย
สิ่งที่ถูกรู้กับรู้...แล้วเป็นปัจจุบันล้วนๆ
ทีนี้พอมันวางสิ่งที่ถูกรู้ไป
เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ถูกรู้ในปัจจุบัน คราวนี้มันจะเหลือแต่ใจรู้ล้วนๆ ...ตรงนี้เริ่มเป็นอารมณ์หนึ่งเดียวแล้ว เริ่มเป็น...เอกังจิตตัง เอโกธัมโม
ถ้าถึงตอนนี้หมายความว่า
จิตนี่เริ่มไม่มาข้องกับรูปและนามแล้ว...เริ่มไม่มาข้องกับรูปและนามในปัจจุบันแล้ว
แต่ยังอยู่กับใจล้วนๆ เป็นภพในใจ ภพของใจ เป็นภพที่ใจ และเป็นภพในปัจจุบัน
ตอนนั้นถึงเรียกว่า เอกัง...จิตหนึ่ง
เหลือจิตหนึ่ง เหลือจิตหนึ่งแล้ว ...คราวนี้เมื่อถึงจิตหนึ่ง
ตรงนี้สติและปัญญาจึงจะทำหน้าที่ชำระอาสวะ...อวิชาอาสวะ ตัณหาอุปาทานจะเริ่มถูกชำระ
ตรงนี้จึงจะเรียกว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ที่แท้จริง
หรือว่าตัวสมุทัย หรือว่าต้นเหตุให้เกิดทุกข์
นั่นไม่เรียกว่าความอยาก-ไม่อยากแล้ว ...คือตัวมันน่ะแหละ ที่ยังไม่ทันออกมาเป็นความอยากหรือไม่อยาก...แค่ขยับน่ะ ...นี่คือเนื้อของใจล้วนๆ เลย
เห็นน้ำไหม น้ำวางนิ่งๆ แล้วที่เห็นน้ำมันมีฟองน้ำนี่ ก็ดูเหมือนน้ำกระเทือน ...แต่น้ำนี่ไม่กระเทือนนะ มันกระเทือนเพราะฟองน้ำ เมื่อฟองน้ำดับไป
น้ำก็คือน้ำ
เพราะนั้นอาการที่ชำระสิ่งที่เคลือบแฝงหมักหมมภายในใจ มันจะเป็นลักษณะอย่างนี้ ...อะไรที่มันยังอยู่ในน้ำ มันจะลอยขึ้นมา แล้วจะเห็นอาการกระเทือน ...ตรงนี้คือภาวะเกิด-ดับที่เนื้อของใจที่มันยังมีอะไรอยู่
ก็เอาจนกว่ามันจะไม่มีฟองน้ำผุดขึ้นน่ะ ...ซึ่งตอนนี้เราไม่เห็น เราเห็นแต่ที่...จากฟองน้ำแล้วมันออกมาเป็นแก๊ส
ออกมาเป็นรูป ออกมาเป็นนาม แล้วก็ไปจับมาเป็นเรื่องเป็นราว
แต่ถ้าเป็นแค่ฟองน้ำนี่ มันยังไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไร ...จะเรียกอะไรก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีภาษา มันนอกบัญญัติ มันนอกสมมุติและบัญญัติ
คือตัวนี้มันเป็นตัวที่เรียกว่าเป็นปรมัตถ์
ใจปรมัตถ์ ...แล้วอาการของมันนี่ ตัวมันเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร
เรียกว่าอะไรได้เลย ...มันเป็นแค่อาการของใจ
ก็เหลือแค่อาการของใจ แล้วก็เท่าทันอาการไป ...แล้วก็ไม่ต้องไปลังเลสงสัยอะไรกับมัน ก็แค่เห็นเฉยๆ ...มีอีกเท่าไหร่
ก็แล้วแต่ว่าฟองน้ำมันจะผุดพรายออกมาเท่าไหร่
แต่ว่ามันยังมีก็หมายความว่ามันยังมี
แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะดับไปเมื่อไหร่ ที่ว่าหยุดการเกิดดับหรือว่าหยุดเกิดอาการที่ทำให้น้ำกระเพื่อมนี่เมื่อไหร่ ...เราไม่ต้องไปหาเลย มันทำเอาก็ไม่ได้
เพราะว่าน้ำกับอากาศในน้ำนี่
มันอยู่ด้วยกันไม่ได้อยู่แล้ว ...ธรรมชาติมันไม่ใช่เนื้อเดียวกัน เข้าใจมั้ย ...เพราะนั้นในความเป็นจริงนี่ ใจเขาก็ชำระด้วยตัวของเขาเอง
คือธรรมชาติของความบริสุทธิ์ย่อมอยู่กับธรรมชาติที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้ ...เหมือนน้ำกับน้ำมัน เขย่าๆๆ วางไว้ ปั๊บ
เห็นมั้ย มันก็แยก ...มีใครทำล่ะ มีใครทำมันล่ะ ใครทำให้มันแยกล่ะ ...เห็นมั้ย ไม่มี
วางเฉยๆ นี่ วางอยู่เฉยๆ นี่แหละ แต่มันคนละธรรมชาติกัน ...เหมือนกันกับอาสวะ มันคือสิ่งแปลกปลอม
ไม่ใช่เนื้อใจ ไม่ใช่ใจ ...พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามันเป็นแค่อาคันตุกะ เป็นอีแอบน่ะ
แต่ตอนนี้เราดูมันไม่เห็นนะ ว่าดูใจ
รู้ๆ ในรู้นั่นไม่เห็นมีอะไรเลย ...ดูไม่ออกเลยนะ แยกไม่ออกเลย ด้วยญาณธรรมดา
หรือว่าการที่เข้าไปกำหนดรู้ด้วยสมถะ ก็เห็นรู้โด่ ไม่มีอะไร มีรู้เปล่าๆ
แต่ถ้าดูไปเรื่อยๆ เราจะเห็นอาการภายในของมันแสดงความผิดปกติขึ้นมา
เป็นอาการกระทบกระเทือนเกิด-ดับ ขยับ เคลื่อน เลื่อน ไหว ออกมา
ตรงนั้นน่ะคือเหตุที่เป็นสมุทัยหรือเหตุที่เกิดทุกข์จริงๆ ที่จะออกมาเป็นตัณหาอุปาทานต่อไป...ถ้าไม่เห็นขณะแรกของมันตรงนั้น ...เพราะนั้นมันอยากเกิดก็เกิด...ก็เท่าที่มันมี เท่าที่มันเป็น มันเป็นเช่นนั้นเอง
พอถึงจุดๆ นี้ ...ตรงนี้จุดนี้เรียกว่าสัมมาอาชีโวที่แท้จริง คือไม่ทำอะไรเลย
ปล่อยให้เป็นธรรมชาติของมันดำเนินกันไปเอง เขาคัดกรองของเขาเอง ...ไม่มี “เรา” แล้ว
ไม่มีเราเป็นผู้กระทำแล้ว
เพราะนั้น
ตัว "เรา" นี่มันเริ่มดับไปตั้งแต่สักกายหรือว่าโสดาบัน ...ความเป็นเรานี่มันจะเริ่มหยุด
หายไปแล้ว จะเริ่มปล่อยให้เป็นธรรมชาติของมันเอง ตั้งแต่ขั้นหยาบ ขั้นกลาง
ขั้นละเอียด ขั้นประณีต
แต่ไอ้ตัวของมันที่แสดงอาการนี่
เป็นเรื่องของอัตตา...อัตตาของใจ ...เพราะนั้นในขั้นตอนพวกนี้
จะเป็นเรื่องการเรียนรู้ของ...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ
หรือจิตอนัตตา ใจอนัตตา
ใจที่ไม่มีเราเป็นผู้ครอง มันแสดงของมันเอง อย่างไรอย่างนั้น ...แล้วมันจะเห็นความเกิด-ดับ นั่นแหละคือมันแสดงใจที่เป็นไตรลักษณ์
เพราะใจจริงๆ ไม่ใช่ไตรลักษณ์นะ...ใจที่แท้จริงไม่ใช่ไตรลักษณ์ ...แต่ที่มาเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ นั่นคือเห็นสิ่งที่อยู่ในใจเป็นไตรลักษณ์
เหมือนที่เห็นน้ำกระเพื่อมเพราะมีฟองน้ำขึ้น ...ซึ่งไม่ใช่น้ำกระเพื่อม แต่เป็นเพราะฟองน้ำทำให้มันกระเพื่อม ถ้าไม่มีฟองน้ำภายในนะ น้ำจะไม่มีกระเพื่อมเลย เข้าใจมั้ย ...มันจะเป็นอย่างนั้น
เพราะนั้นตัวของใจจริงๆ
ไม่ใช่ไตรลักษณ์ แต่ที่เห็น...เป็นจิตอนัตตาเป็นไตรลักษณ์เกิดขึ้น ...เพราะอวิชชาอาสวะ มันอยู่ภายใน มันจึงแสดงอาการของใจที่ขุ่นหรือไหว
หรือมีอาการนิดๆ หน่อยๆ
ก็จนกว่ามันจะหมดน่ะ ...ถ้าหมดปุ๊บ จะเข้าสู่ความดับโดยสิ้นเชิง
...ดับโดยสิ้นเชิง...คือใจไม่ดับ แต่สิ่งที่อยู่ในใจมันดับ สิ่งที่อยู่ในใจมันดับหมด
เพราะนั้นพอดับหมด มันจะรู้เลยว่า...ไม่มีทางอีกแล้วที่มันจะมีการสั่นไหว
ส่ายแส่ไปตาม...คือไอ้รูปนามนี่ทิ้งไปตั้งนานแล้ว ...แต่ตัวของมันเองน่ะ
จะไม่มีอาการเลย หมดอาการ
ไม่ต้องมาคอยระวัง ไม่ต้องมาคอยสังเกตดู
ไม่ต้องคอยดูว่าจะเกิดจะดับๆ ...คือมันรู้ว่ามันหมดอาการ หมดแล้วๆ
ทิ้งขว้างมันได้เลย ช่างหัวมันเลย ...เพราะยังไงๆ มันก็ไม่มีเกิดไม่มีดับอีกแล้ว
มันก็โท่โร่อยู่อย่างงั้นน่ะ
เข้าใจมั้ย เหมือนกับความแจ้งอย่างนี้ๆ มันแจ้งโท่โร่อย่างนั้นน่ะ มันแจ้ง
อยู่อย่างงั้นแหละ รอวาระ เท่านั้นเอง ...มันก็ทำหน้าที่ของมันไป
หน้าที่ของมันคืออะไร ...หน้าที่คือมันต้องอยู่กับขันธ์...อยู่กับวิบากขันธ์ เพราะวิบากขันธ์ยังไม่หมดหน้าที่ มันจะมาชิงดับก่อน...มันไม่ใช่
ไม่ได้
มันก็เป็นกลาง ทำหน้าที่ของมันต่อไป
อยู่ประคับประคองขันธ์ต่อไป ...จนกว่าขันธ์นี่จะหมดอายุขัย แตก เสื่อม ดับ รูปดับ
เวทนาดับ สัญญาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ
พอมันดับ...ขันธ์นี่ดับหมด ใจมันไม่มีไปรู้อะไรแล้ว
หมดหน้าที่แล้ว...กูจะอยู่ทำซากอะไรล่ะ มันก็ดับ ดับโดยสิ้นเชิง ...คราวนี้ดับโดยสิ้นเชิงเลย
(ต่อแทร็ก 2/24 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น