พระอาจารย์
2/22 (530821C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
21 สิงหาคม 2553
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 2/22 ช่วง 1
ที่มันเกิด-ดับได้เพราะมันมีแรงผลักดันอยู่ภายใน มันผลักไปเรื่อยๆ ...แล้วถ้าเราไม่ไปทำให้มันเพิ่มมากขึ้นหรือน้อยลง มันก็จะหมดกำลังของมัน
ด้วยการที่ว่าเข้าไปรู้เห็นด้วยญาณทัสสนะ มันจะเข้าไปรู้...ละ...หยุดการกระทำ จนมันหมดกำลัง ...หมดกำลังของมันเมื่อไหร่ จิตก็เข้าสู่ความดับ...ดับไปโดยสิ้นเชิง
หมายถึงดับยังไง ...คืออาการเกิดดับนี่มันจะดับ ไอ้อาการเกิดดับของจิตที่เกิดจากอำนาจอวิชชาตัณหามันจะดับ ...นั่นแหละ จะเกิดอาการจิตดับ ไม่ขยับแล้ว
เหมือนกับจิตตายน่ะ ...ไอ้การเกิดดับก็เหมือนกับลมหายใจของใจ เข้าใจมั้ย มันก็สืบเนื่องได้ด้วยลมหายใจ ...เมื่อหยุดหายใจเมื่อไหร่ อาการเกิดดับนั้นหยุด
เหมือนกับที่เรียกว่าขันธ์ คือมอด หมดกำลัง หมดสิ้น ...แล้วไม่มีใครไปเติมเชื้อ คือไม่มีเราเข้าไปเติมเชื้อ เพราะตัวเรามันจะดับไปเรื่อยๆ
ไอ้ตัวเราคือตัวกระทำน่ะ...ด้วยการเจตนา จงใจ หรือว่าคาด หรือว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้...ไอ้ตัวนี้มันจะดับไปเรื่อยๆ ...การกระทำที่จะเข้าไปแก้ เข้าไปมี เข้าไปยุ่ง มันก็ดับไป
มันก็จะเหลือธรรมชาติของมันที่เกิดดับๆๆ จนกว่ามันจะหมดกำลัง ถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย มันดับพั้บ ดับเลย ไม่เกิดไม่ดับแล้ว ...จิตนั้นกลายเป็นจิตดับที่ไม่มีอาการเกิดดับ ท่านเรียกว่าจิตดับ
ก็กลายเป็นใจล้วนๆ แล้วคราวนี้ เหลือใจบริสุทธิ์ โด่ อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่เกิดไม่ดับ ...มันตั้ง มันอยู่ได้ แต่ว่าไม่มีเชื้อ ไม่มีอาการที่จะไปเกิดดับกับอะไรแล้ว ไม่ผลักดันออกมาเกิดดับกับขันธ์แล้ว อย่างงั้นน่ะ
ก็อยู่กับขันธ์ล้วนๆ ขันธ์ก็คือขันธ์ล้วนๆ ขันธ์เปล่าๆ ใจก็ใจเปล่า อยู่กันไป ...แต่ว่ามันยังไม่แตกดับ มันก็มีหน้าที่จะต้องประคับประคองกันไปตามเหตุปัจจัย...ให้อยู่รอดจนกว่าอายุขัยจะดับ
พออายุขัยดับ รูปขันธ์ดับ ขันธ์ ๕ เริ่มดับ ...พอรูปขันธ์เริ่มดับปุ๊บ ขันธ์ทั้ง ๕ จะดับไปทีละขันธ์ๆๆ วิญญาณเริ่มดับ อายตนะดับ วิญญาณดับ เวทนาดับ ทุกอย่างดับ กายก็ดับ...ดับ
ขันธ์ ๕ ดับ...ใจก็ดับ ...เพราะมันไม่รู้จะไปรู้อะไรแล้ว หมดหน้าที่ที่จะไปรับรู้อะไร ใจก็ดับ ...คราวนี้ดับจริงๆ เลย หาไม่เจอแล้ว หาไม่เจอ
ที่มันดับก่อนครั้งแรกก่อนที่ขันธ์จะดับ มันดับก่อน มันหยุดแล้ว มันหยุดอาการ หยุด...เขาเรียกว่าใจดวงนั้นเป็นวิสังขารไปแล้ว ไม่มีสังขาร ไม่มีการปรุงแต่ง
แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความคิดนะ
คนละตัวกันนะ ...คืออาการเกิด-ดับนี่ หมายถึงอุปาทานต่างหาก ...ที่มันเป็นวิสังขาร
คืออวิชชามันไม่มีปัจจยาสังขารแล้ว จึงเป็นวิสังขารโดยสมบูรณ์ ตรงนั้นน่ะ
คือมันดับทีแรกก่อนแล้ว แต่ว่ากายไม่ดับ มันก็อยู่ไป ทู่ซี้อยู่ไปตามเหตุปัจจัย
ให้ประคับประคองขันธ์ จนกว่าขันธ์นี้ดับจริง หมดหน้าที่ คราวนี้หาไม่เจอแล้ว
หาจิตดวงนี้ไม่เจอแล้ว เข้าเป็นอนันตมหาสุญญตาแล้ว
เพราะนั้นว่าใจที่แท้จริงนี่ บางคนก็บอกว่าใจเป็นอัตตาบ้าง
บางคนก็บอกว่าใจเป็นอนัตตาบ้าง ...มันเป็นได้ทั้งสองลักษณะ ...เป็นได้ทั้งสองลักษณะในพระอรหันต์ด้วย
ถ้ายังมีขันธ์อยู่ มันก็เหมือนกับมี ...มันมีเพราะมันมีหน้าที่จะต้องอยู่ แค่นั้น ก็ดูเหมือนกับใจมันมี
ก็ยังดูเหมือนมีตัวอยู่ มีรูป มีการตั้งของการรับรู้
รู้เป็นฐานเป็นประธานอยู่ ...จะเรียกว่าเป็นอัตตาก็ได้ แต่ว่าเป็นอัตตาที่แท้จริง คืออัตตาเริ่มต้นเท่านั้นเอง
และก็พร้อมที่จะหมดไปเป็นอนัตตา
จนถึงที่สุดเมื่อหมดภาระหน้าที่...ที่มันอยู่ด้วยพันธะสัญญา หรือว่ากรรมและวิบากเป็นตัวให้มันอยู่เท่านั้นเอง ...พอถึงเวลาดับก็ดับไปหมดโดยสมบูรณ์
หมดจด
แต่ถ้ายังเหลืออะไร
มีอะไรแปดเปื้อนปนอยู่ ขันธ์จะดับไปกี่ขันธ์ก็ตาม ...ไอ้นี่มันไม่มีทาง มันยังไปเป็นห่วง
หน่วงเหนี่ยวให้เกิดภพขึ้นมา
แม้กระทั่งพระอนาคา จนวางรูปขันธ์ได้หมดแล้ว
นามขันธ์ได้เกือบหมดแล้ว แต่มันยังไม่ขาดซึ่งอวิชชาตัณหาโดยสมบูรณ์ ...ก็ยังมีภพสุดท้ายเกิดขึ้น แม้จะไม่มีรูป แต่เป็นภพของพรหม
ทั้งหลายทั้งปวงนี่ อยู่ที่การระลึกรู้เท่าทัน
กาย-จิตปัจจุบันเท่านั้น ...มันไม่ได้ว่าเป็นการคิดค้นแสวงหาอะไรเพิ่มขึ้นเลย แต่กลับมาเรียนรู้กายและจิตเท่าที่มันมี เท่าที่มันเป็นเดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจ
ให้เห็นจนเข้าใจ
เห็นซ้ำเห็นซาก ...เกิดซ้ำเกิดซากก็เห็นซ้ำเห็นซากอยู่ตรงนั้นแหละ มันจะเข้าใจ
มันจะเห็นรอบ มากขึ้น จนเห็นโดยตลอดเลย เห็นตลอดกระบวนการ การไปการมาของมัน
ปัจจยาการต่างๆ
ความสงสัยก็จะหมดไปดับไป ความเข้าไปเป็นตัวเป็นตนกับมัน
การเข้าไปคิดว่าเป็นเรื่องของเรา เรื่องของใคร ก็จะหมดไป
ก็จะเห็นมันเป็นแค่ปัจจยาการซึ่งกันและกัน ไม่ได้เนื่องด้วยเราเลย
เราเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่มันไม่ได้เนื่องด้วยเราเป็นปัจจัยหลัก ...เขามีกระบวนการของเขา กระบวนการของกาย กระบวนการของจิต
เพราะนั้นตัวเราที่แท้จริงจึงสุดท้ายแล้วมันจะเหลือแค่...ไม่มีเรา ...แต่มีแค่กายกับจิต มีแค่กายกับรู้แค่นั้นเอง ...ไม่ใช่มีเรื่องของกายกับเรา
เราเป็นกาย เราเป็นจิต นี่กายเราจิตเรา...ไม่มี
มันเป็นเรื่องเหลือแค่ขันธ์ กาย รูป
นามนี้ กับรู้ ...นี่คือตัวเราที่แท้จริง คือเป็นแค่กายกับจิต
ไม่ใช่บอกว่ากายเราจิตเรา แต่เป็นเรื่องของกายกับจิตที่เราอยู่กับมัน แค่นั้นเอง
ก็อาศัยกันอยู่อย่างนี้ เป็นการอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ประคับประคองกัน
พอให้สนองกรรมและวิบากไป ...ก็เรียกว่าอยู่กับวิบากขันธ์ ใจก็อยู่กับวิบากขันธ์
ไม่เห็นมีเราตรงไหน
แต่ “เรา” น่ะ มันเกิดจากความเห็นหรือว่าทิฏฐิที่เข้าไปให้ค่ากายกับจิต เท่านั้นเอง เป็นความเห็น ...พระพุทธเจ้าถึงบอก...ไม่มีขันธ์ในเรา
ไม่มีเราในขันธ์
เอ้า สงสัยอะไรอีกมั้ย มีคำถามมั้ย...
โยม – จะเรียนถามว่า เวลานอนน่ะค่ะ แรกๆ นี่
ฝึก..นอน ล้มตัวลงนอนนะคะ ฝึกดูลมหายใจ แต่ว่ามันดูไม่ได้ มันกลับไปดูท้องพองยุบแทน
เสร็จแล้วเมื่อเราหลับไปแล้วนี่ มันเหมือนเพิ่งตื่นน่ะค่ะ
เห็นมือตัวเองมันไปจับแขนอีกข้าง แล้วเป็นก้อนหินบ้าง อย่างนี้น่ะค่ะ แรกๆ ก็กลัว
แต่หลังๆ มาพยายามตั้งใจว่ารู้มันอย่างนี้น่ะค่ะ รู้เสร็จมันก็หยุด
แต่ทุกครั้งที่ลองปฏิบัติหายใจดูลมท้องพองยุบก่อนนอน ทำไมมันเกิดขึ้นทุกที
มันเกิดรู้ปุ๊บเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่มันไม่รู้เพราะ อะไร แล้วทำไมมันไม่หายสักที
หรือว่าเราดูแบบนี้ไม่ได้ จะนอนก็นอนไปเลย
พระอาจารย์ – เราดูแบบเพ่งเกินไป เราดูแบบจงใจดู
เราดูแบบกำหนดจิตดู จิตมันจะมีกำลังมีสมาธิ มันเป็นสมถะ เพราะนั้นมันจะมีผล
มีอานิสงส์ข้างเคียงอย่างนี้ ให้มีการรู้การเห็นบางอย่างเกิดขึ้น ...ก็ไม่มีอะไร
โยม – ต้องพยายามอย่าไปตั้งใจ อย่าไปเพ่งมากเกินไป
พระอาจารย์ – รู้เบาๆ ... รู้เบาๆ ...แต่จริงๆ น่ะ ถึงเพ่งไปก็ไม่เห็นเป็นไรนี่
ใช่ป่าว
โยม – มันมักจะเห็นแบบนั้น แรกๆ
มันก็กลัวแต่เห็นแล้วมันหาย
พระอาจารย์ – ก็บอกแล้วไง ถ้าเห็นแล้วยินดีหรือยินร้ายล่ะ
ก็ให้รู้ว่ายินดี-ยินร้าย คือให้เห็นต่อไปเลย
อย่าไปเดือดร้อนกับมัน ทำอะไรก็ได้ผลยังงั้น ...เมื่อได้ผลอย่างนั้นแล้วก็ไอ้ผลนั้นน่ะเราจะไปยึดถือมันทำไม ใช่มั้ย อาการเห็นก็เห็นไปสิ แล้วเรายินดีมั้ย ยินร้ายมั้ย หรือเห็นเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นเป็นเรื่องธรรมดาก็ปล่อยมัน แค่นั้นเอง ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีให้ทำอะไร ...ก็เรียนรู้กับมันไป แล้วก็อะไรเกิดขึ้นก็ได้ อะไรไม่เกิดก็ได้ อย่างเนี้ย
อย่าไปยินดียินร้าย ให้ทันตอนนั้น..ยินดียินร้าย
ถ้าเราไม่ทันยินดียินร้ายแล้วจะสงสัย
ก็สงสัยว่าจะทำยังไงดี ...แต่ถ้ารู้ว่า เออ มันเกิดขึ้น ..พอใจมั้ย หรือไม่พอใจกับมัน ...ดูตรงนั้น มันจะหยุดได้ มันจะหายสงสัยเอง
มันจะบอกว่ายังไงก็ได้ อะไรก็ได้ ต่อไป แล้วมันก็จะปรับสติขึ้นมาเอง
ปรับว่าการจงใจการเจตนามันก็จะรู้ด้วยตัวของมันเอง ...มันจะไม่สงสัย
มันจะเข้าใจด้วยตัวของมันเอง ไม่ผิดไม่ถูก
เราก็ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่านี้นะ
เดี๋ยวไปตั้งอกตั้งใจแก้ขึ้นมาอีก...ไม่ต้องแก้ ...เรียนรู้
แล้วก็เห็นว่าทุกอย่างเกิด..มีสิทธิ์เกิดได้ทั้งนั้นแหละ อย่างที่ตีปั๊บนี่มันก็ต้องมีผล
(เสียงสิ่งสัมผัสการกระทบที่แตกต่าง)
นี่ ได้ยินเสียงมั้ย เห็นมั้ย เสียงไม่เหมือนกัน เพราะการกระทำต่างกัน ผลก็ต่างกัน ...มันเป็นยังไงล่ะ มันถูกหรือมันผิดล่ะ...ไม่นะ แต่มันเหมือนกันตรงไหน (เสียงกระทบ)
...มันดับไป ใช่มั้ย ๆ
เห็นมั้ย มันไม่มีปัญหาอะไรหรอก จะทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ สุดท้ายมันไม่มีอะไร
แค่นั้นเอง ...คือให้เห็นผลสุดท้ายของมัน ไม่ใช่ไปเห็นครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็สงสัยๆๆ
จะทำยังไงกับมันดี จะทำยังไงให้เสียงมันเบาหรือ ...ก็คุณตบแรงน่ะ
มันก็ต้องได้ยินเสียงแรงสิ จะมาว่า..ทำไมมันดังวะๆ อย่างเนี้ย ...ทำไมไม่เห็นล่ะว่ามันดับไป
ดังก็ดับ เบาก็ดับ เสียงอื่นก็ดับ
เห็นมั้ย มันเหมือนกันมั้ย ในการตั้งอยู่ของมัน
มันมีจุดสุดท้ายเหมือนกันมั้ย ...คือดูให้ตลอด อย่าไปดูครึ่งๆ กลางๆ สติไม่ต่อเนื่อง
เข้าใจมั้ย ...อะไรจะเกิดขึ้น สุดท้ายก็ดับไป แค่นั้นเอง แล้วไม่มีปัญหา
แต่ถ้าไปดูครึ่งๆ กลางๆ มันมีปัญหาตรงนี้ ตรงเสียงเบาเสียงค่อย ...ก็ตีอย่างนี้จะให้เสียงออกมาเป็นเสียงดนตรีได้ยังไงอ่ะ มันไม่เป็นยังงั้น มันอย่างเงี้ย ถ้าเราไม่สงสัยมันก็ผ่านไป ดับไป
(ต่อแทร็ก 2/23)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น