พระอาจารย์
2/21 (530821B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
21 สิงหาคม 2553
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 2/21 ช่วง 1
ก็ต้องหลง แล้วรู้ว่าหลง...บ่อยๆ รู้ว่าหลงเข้าไปอีกแล้วบ่อยๆ ...อย่าเบื่อ อย่าท้อถอย ...นี่เรียกว่าความเพียร...การทำความเพียรอยู่ตรงนี้ อย่าขี้เกียจ รู้อีก...หลงอีกๆ มันเป็นธรรมดา
จนกว่ามันจะตั้งหลักตั้งฐานได้
เริ่มมั่นคงแล้ว มันถึงจะเริ่มต่างคนต่างอยู่ ...พอถึงจุดนั้นก็สบายขึ้นแล้ว
ถึงจุดที่ว่าเหมือนกับมันมีลูกตาอีกดวงนึงอยู่ข้างในนี่
เรียกว่าตาญาณเริ่มเกิดแล้ว มันก็เห็น...เห็นเหมือนกับร่างกายเป็นอะไรที่เคลื่อนไปไหลมา ที่ไม่ใช่เป็นอะไรสักอย่าง
ขยับไปขยับมา กระทำไปกระทำมา
แล้วก็เห็นมีเมฆมีเงาของนามกรุ่นไปกรุ่นมา
ลอยไปลอยมาเหมือนเมฆในท้องฟ้าอยู่อย่างนี้
จึงจะเห็นรูปและนามเป็นแค่อาการอย่างนั้น จะไม่เข้าไปว่าถูกผิดว่ายินดียินร้าย
จะน้อยลง จะเริ่มแยกออกได้อย่างนี้
ความหมายมั่นหรือว่าการให้ค่าเป็นทุกข์กับขันธ์ก็จะเริ่มน้อยลงตามลำดับๆๆ ...แต่ไอ้อาการเมฆมากเมฆน้อยนี่ ห้ามเขาไม่ได้ ...เหมือนเมฆ ห้ามไม่ได้ มันจะมีมากก็มาก
น้อยก็น้อย เรื่องของมัน
ไอ้ตัวขันธ์ก็ยืนเดินนั่งนอนไปของมัน เราก็พามันไปตามที่พอให้มันอยู่รอดจนตลอดอายุขัยไป
ทำมาหากิน ทำงานทำการไป แต่ว่าต่างคนต่างอยู่
แล้วก็ตอนนั้นก็จะเข้ามาทำความ...สติขั้นละเอียดหรือว่าสติภายใน
สติที่เข้าไปชำระถอดถอนอาสวะอวิชชาตัณหาอุปาทานภายใน ...มันเริ่มชำระขัดเกลาตอนนั้นแหละ
เอ้า สงสัยอะไร...ถาม ...พวกมาใหม่
สงสัยอะไร อยากรู้อะไร หลงไปหลงมาอยู่เนี่ย ...ก็ถือหลักปัจจุบันเป็นเกณฑ์ อยู่ตรงนี้เป็นเกณฑ์
อะไรๆ ก็กลับมาอยู่ตรงนี้
ไม่ต้องคิดไปไกล ไม่ต้องคิดยาว รู้ตรงนี้ กลับมาอยู่ตรงนี้ ...ไม่ว่าตรงนี้จะเป็นยังไง จะน่าเกลียดน่ากลัว จะน่าพอใจ-ไม่พอใจขนาดไหน ก็ต้องอยู่กับมันตรงนี้
ทุกอาการที่รู้อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นจะเป็นยังไงในขณะนี้
ต้องอดทนอยู่กับมัน...ไม่แก้ไม่หนีๆ รับรู้มันตรงๆ แล้วก็พยายามอย่าไปแทรกแซงมัน
เพราะว่าขณะที่รู้อยู่ตรงนั้นน่ะ
มันจะมีทิฏฐิความเห็นแทรกเข้ามาว่า...ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้...ทั้งทางโลกและทางธรรม มันก็มาหมดแหละ
ทางโลกก็หมายความว่าค่านิยมของคน ค่านิยมในโลก ...ทางธรรมก็หมายความว่าไอ้ที่เราจดจำมา
สภาวะนั้น สภาวะนี้ ไอ้นี่ถูกไอ้นี่ผิด ...มันก็มีทั้งสองอย่าง
โลกกับธรรมมันจะเข้ามาสั่นคลอนปัจจุบันธรรมนั้น ให้เคลื่อน
ให้สติมันเคลื่อนเลื่อนออกไปจากปัจจุบัน ให้ไปเป็นในอดีตและอนาคตซะ ...แล้วเราก็มักจะหลงตามมันออกไป
ออกไปหา ออกไปควาน ออกไปแก้ ออกไปอย่างงั้นอย่างงี้ ...แก้ในใจไม่ได้ก็แก้ด้วยวาจา แก้ด้วยวาจาไม่ได้ก็แก้ด้วยการกระทำภายนอกของกาย
ให้มันตั้งอยู่กับปัจจุบัน
ให้มันมั่นคงอยู่กับปัจจุบัน ...ถ้ายังไม่มั่นคงกับปัจจุบันจิต ก็ให้มั่นคงอยู่กับปัจจุบันกาย
กลับมารู้กายปัจจุบัน ...ต้องยืนอยู่ในฐานของปัจจุบันอย่างเดียว
การปฏิบัติธรรม ความรู้ความเข้าใจทั้งหลายทั้งปวง การละการวางทั้งหลายทั้งปวง ก็ต้องกลับมารู้ละในปัจจุบันทั้งสิ้น ...ไม่มีไปรู้ไปละในอดีต-อนาคตเลย
ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการตั้งท่าไปละข้างหน้า ...ไม่มีอ่ะ
ถ้าละ...ต้องละตรงนี้
ต้องอยู่กับมันตรงนี้ให้ได้ ...แล้วก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ละอะไร มันละของมันเอง ...คือตัวของมันก็แสดงความเสื่อมไปดับไปเองของมันอยู่แล้ว
แต่มันอยู่ที่ว่า..."มันไม่ทันใจโก๋
มันช้าจัง ทำไมมันตั้งอยู่เป็นปีแล้วถึงยังไม่หายไปไหนเลย ไม่ทันใจ
ผิดรึเปล่าวะนี่ ดูผิดหรือเปล่า" ...เอาแล้ว เริ่มแล้ว เริ่มหวั่นไหวแล้ว
เริ่มว่า..."เดี๋ยวเราจะตายซะก่อน เดี๋ยวเราจะไม่ได้อะไร เดี๋ยวเราจะอย่างงั้นอย่างงี้" ...เอาแล้ว เริ่ม...เริ่มเปิดตำรา หาเทปมาฟังอีก (โยมหัวเราะกัน) ...จะได้ตรงขึ้น
จะได้ไวขึ้น มันก็วนอยู่แค่นั้นแหละ
อดทน...ก็บอกแล้วว่าต้องอดทน ไม่ต้องกลัว
อย่าไปกลัว ...เพราะว่าความคิดน่ะมันจะมาสั่นคลอนเรา แล้วเราไม่เท่าทันเวลามันหลงคิดไป
เวลามันแทรกขึ้นมาด้วยความคิดความเห็นนี่ ในขณะที่แรกๆ ก็รู้ปัจจุบันกำลังเฉยๆ อยู่อ่ะ ...แต่เฉยได้พักเดียว เดี๋ยวเอาแล้ว มันก็มาคอยเป่าหูเรา
อย่างนั้นมั่ง อย่างนี้มั่ง ...มันปั่นหัวเอา
แล้วแค่เราปั่นตัวเองไม่พอ ...คนข้างๆ มาปั่นช่วยอีก... "เธอเนี่ย
ต้องอย่างงั้น ชั้นเห็นเธอมานานแล้ว เธอน่ะยังไม่ได้เรื่องเลย
สู้ชั้นไม่ได้" ...เอาแล้ว เริ่มมีฉัน เริ่มมีเธอ เริ่มมีเรา เริ่มมีเขา เริ่มมีหมู่คณะ
เริ่มมีสาย เริ่มมีพรรคพวก
เริ่มมีว่าอาจารย์...แต่ละคนก็จะมียกอาจารย์ขึ้นมา ...ยกอาจารย์เฉพาะหน้าไม่พอ
ยกอาจารย์ของอาจารย์มาอีกว่า...ท่านว่าไว้ (หัวเราะกัน)
คราวนี้กลัวไปหมดแหละ กลัวผิด
กลัวพลาด กลัวพลั้ง กลัวเผลอ กลัวจนทำอะไรไม่ถูก หากันเข้าไป คว้ากันเข้าไป ...เห็นมั้ย
ระหว่างที่กระทำออกไป มันออกนอกปัจจุบันหมดเลย
ยิ่งออกนอกปัจจุบันเท่าไหร่
จิตก็ยิ่งสั่นคลอน จิตจะยิ่งเศร้าหมอง จิตจะยิ่งขุ่นมัว จิตจะเริ่มลังเล
จิตจะเริ่มไม่แน่ใจ ...เห็นมั้ย มันเป็นผลจากที่จิตออกนอกปัจจุบัน
ถ้าอยู่ตรงนี้
เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ไม่มีอะไรหรอก ...ซึ่งในความไม่มีอะไร มันไม่มีความรู้ด้วยซ้ำนะ
ไม่รู้อะไร ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย
แต่เวลาอยู่ตรงเนี้ย เวลาอยู่ตรงที่ไม่รู้อะไร
ไม่เห็นอะไร ไม่เข้าใจอะไรเนี่ย ...มันคิดว่าโง่ มันคิดว่าไม่ได้อะไร มันคิดว่าช้า
มันคิดว่าไม่มีการดำเนิน ...มันคิดเอาเองทั้งนั้น
แล้วก็เกิดการที่ว่า...จะต้องอย่างนั้นแล้ว จะต้องอย่างนี้แล้วขึ้นมา ...เพราะนั้น ก็ต้องอดทนที่จะอยู่กับปัจจุบันที่ไม่มีอะไรตรงนี้แหละ...ที่ไม่รู้อะไรนี่แหละ
ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงน่ะ
มันจะมาชักจูงให้เราออกไป...ไปพัวไปพัน ไปหาไปค้น ไปหาความรู้มากขึ้น
ด้วยเข้าใจว่ายิ่งรู้มากแล้วก็ยิ่งละได้ไว ด้วยความเข้าใจแล้วมันจะละได้ไวขึ้น
แต่มันเป็นแค่สังขารธรรม มันเป็นแค่สังขารจิตเท่านั้นเอง ...มันไม่ได้ช่วยอะไร
มันไม่ได้แก้อะไร ...มันก็เหมือนยาทา มันไม่ได้เป็นยาที่เข้าไปรักษาถึงสมมุติฐานของโรคที่แท้จริง
เพราะว่าสมมุติฐานของโรคที่แท้จริงน่ะ
มันคืออาการแรกของใจที่ออกมาให้ค่า นั่นต่างหาก...ตรงนั้นน่ะ
ต้องแก้ที่เหตุที่แท้จริง ...อย่าไปแก้ที่ปลายเหตุ หรือว่าไปแก้ที่ความคิด
ไปแก้ที่ความรู้ความเข้าใจ
พวกนี้เป็นปลายเหตุหมด เป็นสังขาร
เป็นผลของการปรุงแต่งออกมาแล้ว เป็นแค่ผลข้างเคียงออกมา เป็นแค่ขันธ์หนึ่งในขันธ์
๕ แค่นั้นเอง ...มันยังเป็นส่วนประกอบที่ออกมานอกใจทั้งสิ้น
แต่เราก็ยังไปให้กำลังกับมัน
ไปให้ค่ากับมัน ไปให้ความสำคัญกับมัน ไปยินดียินร้ายกับมัน อย่างเนี้ย ...ตรงที่ไอ้ใครที่ไปว่ากับมันอย่างไร
ตรงนี้ต่างหากคือตัวเหตุที่แท้จริง
เพราะนั้นการเข้าไปละเหตุแห่งทุกข์ ต้องกลับมาละตรงนี้
คือเหตุที่แท้จริงที่เกิดทุกข์ ...นอกนั้นเป็นปลายเหตุหมด
ความรู้ความเข้าใจความเห็นต่างๆ มันปลายเหตุหมดน่ะ
ก่อนที่มันจะออกมาเป็นความรู้
ก่อนที่จะออกมาเป็นความเห็น มันออกมาจากตรงไหน ...ตรงนั้นน่ะ คือเหตุ ...ต้องให้ทัน
แล้วก็รู้อยู่ที่เหตุ แล้วก็ละที่เหตุนั้น
เพราะนั้นจุดที่จะเป็นตัวละที่เหตุ
หรือว่าเหตุต้น หรือว่าที่ทันเหตุที่แท้จริง...มีตัวเดียวคือสัมมาสติ คือสติแรก
และสติแรกที่เกิดทันน่ะ แค่เกิด...มันเห็นแล้วมันก็ดับเลย สติก็ดับ สิ่งนั้นก็ดับ...พร้อมกันเลย
ไม่มีอะไรเหลือ มันดับทั้งตัวเข้าไปเห็นคือตัวสติก็ดับ
สิ่งที่ถูกเห็นก็ดับทันที กลับไปสู่ความไม่มีไม่เป็น ...เห็นมั้ย ผลสุดท้าย ผลลัพธ์ หรือว่าผลของการเข้าไปที่เหตุแล้วละที่เหตุ...ผลคือนิโรธ
คือความดับไป
ไม่ใช่ผลที่ว่าดูแล้วได้อะไร ดูแล้วมีความรู้อะไรเกิดขึ้น เห็นมั้ย มันยังมีอะไรตั้งอยู่อีกล่ะ ...มันยังไม่ใช่ผลที่แท้จริงนะ
มันยังเป็นแค่ผลข้างเคียง
แล้วเราก็เข้าไป... "โห อันนี้เข้าใจ หูย
ภูมิใจกับสภาวะนั้น ความรู้นี้ ความเห็นอย่างนี้" ...แต่จริงๆ มันไม่ใช่ผลที่แท้จริง ...ถ้าเป็นผลที่แท้จริงคือตัวความดับไป
สัมมาสติจึงจะเห็นผลที่แท้จริง
คือเข้าไปเกิดนิโรธทันทีเลย พั้บ...อริยสัจ ๔ เกิดขึ้น ขณะเดียว พั้บ ดับหมด
ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค..พั่บ ...มรรคองค์ ๘...พั่บ ยังไม่ทันจะออกมาเป็น มรร...ค ...ดับแล้ว
นั่นแหละทั้ง ๘ อยู่ตรง ม..ร...พั่บเลย (หัวเราะกัน) ...อริยสัจ ๔ เหมือนกัน
ทุกข์สมุทัยนิโรธ พั้บ ดับลงในที่เดียวกันหมดเลย ละในที่เดียวหมดเลย
ในที่อันเดียวหมดเลย
แต่ถ้าออกมานอกนี้ไปปั๊บ
มันจะต้องอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คือการตั้งอยู่ แล้วดับไป ...มีการตั้งอยู่..แล้วดับไป อย่างนี้ ก็ให้อดทนดู ...ซึ่งมันทนไม่ได้กับไอ้ตอนตั้งอยู่นั้นน่ะ
แล้วมันจะเกิดทิฏฐิมานะขึ้นในขณะที่มันตั้งอยู่ แล้วมันไม่ทัน ...แล้วจะมีอะไร ...มันก็มีปัจจัยมาสนับสนุน เรียกว่า Ascessories เยอะเลย ไอ้ตอนตั้งอยู่น่ะ
เดี๋ยวก็มาแล้วๆ ...อย่างงั้นมั่ง อย่างงี้ ความเห็นนี้ คนนั้นคนนี้อย่างงั้นอย่างงี้
ทั้งความคิดความจำ ...เห็นมั้ย สังขารมันเริ่มมั่วแล้ว มันเริ่มเข้ามา ...มีอุปาทานแล้ว
แล้วก็ไม่รู้ว่ามีอะไร เอามาสนับสนุนกันใหญ่เพื่อจะให้ได้ผลที่มันต้องการ
หรือว่าอย่างที่เขาต้องการ หรือว่าอย่างที่อาจารย์ต้องการ ...ก็ทำกันมั่วซั่วไปหมด
แต่ถ้ารอ...ดูเฉยๆ ด้วยความเป็นกลาง รู้เฉยๆ
ไม่มีเงื่อนไขกับมัน...ปั๊บนี่ ก็จะเห็นว่า...เออ ก็แค่นั้นน่ะ มันก็มีความดับไปเป็นธรรมดา
เห็นมั้ย
ก็ได้เห็นผลของความดับไปเป็นธรรมดา ในเรื่องของขันธ์เหมือนกัน
เพราะนั้นมันก็ไปเห็นสมุทัย ความดับไปของสมุทัยคือความดับไปเป็นธรรมดาในไตรลักษณ์
แต่ว่าจะมาเห็นสมุทัยที่เป็นนิโรธ...ความดับไปโดยสิ้นเชิงคือดับในที่อันเดียว
อันนี้เป็นเรื่องของมรรคในจิตแล้ว หรือว่าเป็นมรรคสมังคี
หรือว่าเป็นการรวมกันของศีล สมาธิ ปัญญา
แล้วก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในที่อันเดียว
ไม่ทันแยกเลยว่าอันนี้เป็นศีล อันนี้เป็นสมาธิ หรืออันนี้ปัญญา พั่บ
มันพร้อมกันเลย ...ตรงนั้นถึงเรียกว่าสมังคี
พวกเราก็ได้ยินกันมาเยอะ พูดกันบ่อยมรรคสมังคีๆ
น่ะ แล้วก็พยายามทำให้มันเกิดไอ้มรรคสมังคีนี่ ...แต่มันไม่เกิด ถ้าไปตั้งใจให้มันเกิด
มันไม่เกิด
แต่ว่ารู้ไปบ่อยๆ รู้บ่อยๆ แค่เนี้ย
มันจะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัมมาสติขึ้น ...ซึ่งไม่ใช่หมายถึงว่าสัมมาสติแรก
สัมมาสติเดียว แล้วมันจะเป็นมรรคสมังคีที่เป็นมรรคจิตหรือมรรคญาณ ...ยังไม่หมดง่ายๆ
หรอก
เพราะนั้นก็รู้ไปเรื่อยๆ หมดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ...เข้าไปรวมกันเมื่อไหร่ก็คือแค่นั้น
เป็นมรรคสมังคีครั้งใหญ่ มันก็หมดไป ลอกเปลือกปอกเปลือกออกไป
ตอนนี้...เอาแค่ว่า อย่าหลง อย่าเผลอก่อน ให้มันกลับมารู้เห็นก่อน
(โยมหัวเราะกัน) ...ไอ้ส่วนอื่น เดี๋ยวมันตามมาเอง มันค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเองแหละ
แต่ว่าถ้าขาดการรู้การเห็นในปัจจุบันแล้วเนี่ย ทุกอย่างไม่ดำเนินเลยนะ ...ปัจจัยให้เข้าสู่องค์มรรค หรือมรรคเจริญในจิตนี่จะไม่เกิดเลย...จะไม่เกิด
ไม่ว่าจะไปทำมากมายขนาดไหน จะไปทำจิตให้สงบขนาดไหน จะให้จิตมีกำลังขนาดไหน จะให้เกิดสภาวะดีขนาดไหน ...มันก็แค่นั้นแหละ เกิดแล้วมันก็ดับ
มันไม่สำคัญในการทำให้ได้อะไรหรือให้เป็นอะไรก่อน หรือว่าต้องมีอะไรก่อน
หรือต้องหาความรู้อะไรก่อน...ไม่เกี่ยวเลย ...มันเป็นเครื่องเล่นน่ะ
เครื่องอยู่เครื่องอาศัยแค่นั้นเอง
แต่ปัจจัยที่จะให้เกิดมรรคสมังคี หรือว่าปัจจัยที่จะให้จิตเข้าเป็นมรรคจิต
มรรคในจิตนี่...คือการเข้าไปเห็นกระบวนการของกายและจิตในปัจจุบัน
สอบสวน ทดสอบ คอยดู
สังเกต เท่าทันอาการเกิดก่อนเกิดหลัง การตั้ง การดับ การเกิดของมัน มันมายังไง
มันไปยังไง ...อันนี้ต่างหากจึงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้เกิดมรรคจิต
หรือเป็นมรรคในใจขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าไปทำให้ได้อย่างนั้นให้ได้อย่างนี้ ให้มีความรู้อย่างนั้น ...มันก็แค่เอามาเป็นเครื่องนุ่งห่มน่ะ เอามาโชว์กัน เอามาคุยกัน แค่นั้นเอง
เอามาพอมีความภูมิอกภูมิใจว่าทำแล้วได้ผลอย่างงั้นได้ผลอย่างงี้
แต่ว่ามันไม่เข้าใจกระบวนการอะไรเลย ...สงบก็สงบไป
ความสงบหายไปก็ไม่รู้เลยว่าอะไรมันตั้งอยู่กับความสงบ ความสงบมันอยู่ตรงไหน
อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ แล้วทำไมมันดับไปแล้วถึงมีความอยากเกิดขึ้น
มันไม่รู้ไม่เห็นอะไรสักอย่าง ...มีแต่ว่าสงบแล้วก็ต้องทำขึ้นมาอีก
สงบแล้วก็ต้องทำใหม่อีก มีอยู่แค่นั้นแหละ ...ไม่รู้เลยว่ากระบวนการมันอยู่ยังไง
มันตั้งยังไง อะไรเป็นปัจจัยสนับสนุน
แล้วเวลามันดับไปแล้วทำไมเราถึงหวั่นไหว
มันหวั่นไหวตรงไหน ทำไมต้องหวั่นไหว ทำไมต้องเสียดาย ...มันไม่เคยเห็นเหรอความเสียดาย
ความอาลัย ความไม่ได้ดั่งใจ ความรักษาอยู่ไม่ได้ ทำไมมันไม่เห็น
นี่เห็นมั้ย
มันไม่มีปัญญามันก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่ากระบวนการของมันนี่ มันมามันไปอย่างไร ...แต่ถ้าเข้าใจแล้วมันก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ก็ต่างอันต่างเป็นไป
เพราะนั้นสติคือการกลับมาเรียนรู้...กลับมาเรียนรู้กายของเรา จิตของเรา... กายคนอื่นไม่ต้องไปรู้ จิตคนอื่นก็ไม่ต้องไปรู้ ...อย่าไปหยั่งรู้เขา
ไปคาด ไปคะเน ไปคิดแทนคนอื่น ไปคาดว่าเขาน่าจะเป็นอย่างนั้น
ควรจะเป็นอย่างนี้ ...นี่ เริ่มส่งออกไปแล้ว ...อย่าไปสนใจ อย่าไปให้ค่าให้ความสำคัญ
เอาแค่ให้ทันกายกับจิตของเรานี่แหละ ให้เห็นว่ามันอยู่ในอาการไหนขณะนี้ ...นั่งอยู่ท่าไหน จิตเป็นอย่างไร เฉยๆ ปกติหรือไม่ปกติ หรืออยู่ในอดีต อยู่ในอนาคต
อย่างเนี้ย
(ต่อแทร็ก 2/22)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น