วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 2/33 (2)


พระอาจารย์
2/33 (530925B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กันยายน 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 2/33  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เบื้องต้นของการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔....กาย ขันธ์ นาม รูปนาม คือมรรค เป็นมรรค  กายเป็นมรรค จิตเป็นมรรค หรือนามเป็นมรรค เพื่อให้กลับมาสู่ใจ

เมื่อไปในระดับที่ปัญญามันจางคลาย เห็นว่ามันไม่มีอะไร ไม่เอาอะไรกับกายและอารมณ์ ...มันจะทิ้ง มันจะวาง มันจะปล่อยออก มันจะเหลือแค่ใจ

จากนั้นมา ใจเป็นมรรค อยู่กับใจ ...มันไม่เอากายกับอาการของใจเป็นมรรค แต่มันเอาตัวใจเป็นมรรค ตรงนี้เป็นมรรคที่ใจ

เพราะนั้นมันจะอยู่ระหว่างหลงว่าเป็นใจเรา แล้วก็สติต้องไปแยกใจเราออกจากอาการ แยกอาการใจเราออกไป ไม่มีอะไรบ้าง สว่างบ้าง ...ต่อไปมันจะสว่าง ต่อไปมันจะใส ต่อไปมันจะ โห มหัศจรรย์


โยม –  เราก็จะต้องรู้

พระอาจารย์ –  รู้อย่างเดียว เพราะมันยังไม่ใช่ใจ ...เนี่ย เรียกว่าเอาใจเป็นมรรคอีกทีหนึ่งแล้ว ...แต่ก่อนเราเอาพวกนี้เป็นมรรคเพื่อให้เห็นใจ ใจรู้ เข้าใจมั้ย

พอมันทิ้งอาการนี้ มันจะเอาตัวใจนั่นแหละเป็นมรรคอีกที เพราะนั้นตัวใจกลายเป็นทางอีกแล้ว อยู่ที่ใจที่เดียวมันแลบออกไปข้างนอกบ้าง ช่างหัวมัน เราไม่สนใจอยู่แล้ว มันมาเน้นอยู่ที่ใจ

นั่นแหละ เอาใจเป็นทาง เป็นครรลอง เป็นมรรค ...มรรคคือทาง เข้าใจมั้ย เพราะนั้นพอถึงทาง พอเดินจนสุดทางแล้ว มันจะทิ้งมรรคเลย


โยม –  นั่นคือเราไปทางนี้ก็ถูกแล้ว ขอให้รู้อย่างเดียว

พระอาจารย์ –  รู้อย่างเดียว สุดท้ายใจก็ไม่เอาแล้ว ...ตรงนี้เข้าไปทำลาย อัตวานุปาทาน คือความหมายมั่นที่ใจ ซึ่งคือความหมายต้นตอใหญ่ของมันคืออวิชชา

เพราะนั้นเราไม่รู้หรอก อย่าเอากาลเวลามาเป็นตัวกำหนด ...รู้อย่างเดียว รู้ง่ายๆ รู้เบาๆ อย่าเคร่งเครียดนะ เพ่งนะ ถ้าเพ่งน่ะเสียของเลยนะ


โยม –  ถ้าเพ่งมันก็รู้เจ้าค่ะ มีน้ำหนัก มันรู้มันเองแล้วก็ปล่อยมัน

พระอาจารย์ –  แล้วก็แยกใจออก


โยม –  เจ้าค่ะ มันก็แยกของมันเอง

พระอาจารย์ –  อือ มันจะไม่กลัวเพ่ง ไม่กลัวอะไรหรอก รู้อย่างเดียว ถอนออก ...การที่รู้อย่างเดียว สติเข้าไปหยั่งถึงนี่ มันจะเด้งออกเลย เด้งเอาใจออกเลย

เหมือนน้ำขวดหนึ่งกับโซดาอีกขวดหนึ่ง เอามาวางไว้ ...ในขวดนี่เหมือนกัน เปิดฝาขวดน้ำ เห็นมั้ย มีอาการมั้ย ไม่มีอาการอะไรเลยนะ ...อันนั้นน่ะ ใจพระอรหันต์


โยม –  แต่ของเรายังฟู่อยู่

พระอาจารย์ –  อือ เข้าใจมั้ย เพราะนั้นต้องทำอะไรกับมันมั้ย


โยม –  ไม่ทำอะไร

พระอาจารย์ –  จริงๆ น่ะ น้ำมันไม่ได้ฟู่นะ โซดานี่ น้ำโซดามันไม่ได้ฟู่นะ ...ไอ้ที่ฟู่คือฟอง ฟองมันทำให้ดูเหมือนน้ำนี่กระจาย ...ใจจริงๆ ปกตินะ

เพราะนั้นนี่คืออาการทั้งสิ้นที่เราเห็นน่ะ จริงๆ มันก็คือน้ำที่อยู่เฉยๆ นั่นแหละ เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ...นั่นคือภาวะใจที่บริสุทธิ์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มันมีอะไรเจือปน

เพราะนั้นเปิดฝาอย่างเดียว ไม่ต้องไปหาวิธีไล่อากาศออกยังไง ยิ่งเขย่ายิ่งมั่ว ยิ่งเหมือนกับเอาก๊าซมาอัดใหม่น่ะ ...ปกติ เป็นกลาง เนี่ย มัชฌิมาตลอดสาย

สุดท้าย หยดสุดท้ายของอากาศที่ฟู่ขึ้นมา พั้บ เนี่ย ไม่มีอะไร ปกติ ธรรมดา เป็นน้ำเปล่า ...ถึงจุดนั้นน่ะเรียกว่าอาสวักขยญาณ ฟองสุดท้ายที่เกิดดับ แล้วมันรู้เองน่ะ

เพราะนั้นระหว่างที่มันฟู่อยู่นี่ ไม่ต้องถามขั้นไหน ช่างหัวมัน ไม่สนใจบัญญัติสมมุติใดๆ ทั้งสิ้น ใครเอาขั้นใครเอาภูมิ ยกให้เขาไป ใครเอาถูกเอาผิด กูไม่รู้ จะเป็นกลางกับสิ่งนี้

แล้วก็คอยรู้อยู่ๆ ไม่เข้าไปจับว่าเป็นของเรา แค่นั้นเองๆ ไม่มีอะไร ...สุดท้ายมันก็จะชำระตัวของมันเอง มันจะชำระตัวของมันเอง


โยม –  โยมไม่รู้โยมเห็นตัวเองตรงจุดนี้ผิดรึเปล่านะคะว่า การปฏิบัติพื้นฐานน่ะเจ้าค่ะ โยมไม่ได้เห็นว่าต้องทำหรือไม่ต้องทำ คือให้เรารู้ๆๆๆ คือพอเรารู้ปุ๊บ ใจมันจะตั้งมั่น พอตั้งมั่นเราก็รู้แค่นั้นเอง

พระอาจารย์ –  ก็ใช่น่ะสิ ก็แค่นั้นแหละ


โยม –  คือโยมก็ไม่ยึดติดว่าต้องนั่งสมาธิ ต้องเดินจงกรม แต่เราเคลื่อนไหวเรารู้ กลายเป็นว่ามันเหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันคือยี่สิบสี่ชั่วโมง ตลอดเวลาที่เราลืมตาตื่นรู้สึกตัว

พระอาจารย์ –  อือ ก็พระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่า อกาลิโก ไม่มีกาลเวลาสถานที่และบุคคล ...ที่ไหนก็ได้ เป็นการปฏิบัติหมด ตลอดเวลา ถ้าอยู่ที่ใจนะ ถ้าตั้งมั่นอยู่ที่ใจ

เห็นมั้ย มันไม่เกี่ยวกับต้องพิจารณาอะไรน่ะ หรือจะต้องไปมีความเห็นอะไรก่อน หรือจะต้องเกิดสภาวธรรมใดก่อน ...มีแต่รู้แล้วก็ทิ้งอย่างเดียว รู้แล้วก็ทิ้ง รู้แล้วก็ช่างหัวมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา

พระพุทธเจ้าสอนง่ายๆ ...ไอ้คนฟังนี่ทำย๊ากยาก


โยม –  โยมรู้สึกว่าพอมาถึงจุดนี้แล้วมันง่าย

พระอาจารย์ –  อือ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้มันยากแทบตาย บอกให้



โยม (อีกคน)  ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิเท่าไหร่ค่ะ

พระอาจารย์ –  แล้วทำไม ไปมีปัญหาอะไรกับการนั่งสมาธิ


โยม –  ก็ พอฟังแล้วก็เหมือนว่าดีน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  อือฮึ ถ้าไปนั่งสมาธิแล้วไม่รู้ว่าใครให้มึงนั่งนี่ ก็อย่านั่งดีกว่า


โยม –  ใช่ค่ะ เข้าใจค่ะ พอฟังแล้วเข้าใจอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  กำหนดลมหายใจเข้า-ออกๆๆ มีแต่ลม ไม่เห็นใจเลย ...ถ้าอย่างนี้อย่าไปนั่งเสียดีกว่า เสียเวลา ไปทำมาหากิน แล้วก็ดูอารมณ์ แล้วก็รู้ว่ามีอารมณ์ดีกว่าอีก

แต่เราไม่ได้ห้าม แต่ถ้าเวลานั่ง อยากนั่งก็นั่งไป มันก็มีบางครั้งบางคราว โอ้ วันนี้ครึ้มว่ะ (หัวเราะกัน) น่านั่ง เพราะนั้นถึงเวลานั่ง เราก็นั่ง แต่นั่งให้เป็น

นั่งพั้บกำหนดลมก็ได้ พุทโธก็ได้ แต่มีลมกับรู้ มีพุทโธกับรู้ ...ให้มีอยู่สองอาการอยู่เสมอ อย่าทิ้งใจ เอาใจเป็นหลัก เข้าใจมั้ย ถ้าอย่างนี้ นั่งก็ไม่ผิด จะนั่งจนรากงอกก็ไม่ผิด


โยม –  แต่ก็ยังคิดตำหนิตัวเอง เราไม่ได้นั่งสมาธิแล้ว เกี่ยวไหมหนอ อะไรอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  ให้ทันความคิด แล้วก็รู้...อยู่ที่รู้ แล้วความคิดนั้นจะดับไปเอง  อย่าไปหลงกับมัน อย่าไปหลงใหลไปกับความคิด

นี่เขาเรียกว่าเผลอเพลิน เผลอเพลินไปกับอาการ ...แล้วมันจะพาเราไปฆ่า พาเราไปเชือด พาเราไปทุกข์ พาเราไปหัวเราะ ร้องไห้ ได้หมด รู้อย่างเดียว


โยม –  ให้มีสติรู้

พระอาจารย์ –  ใช่ สติเป็นตัวที่...มันเป็นตัว catalyze น่ะ ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยารู้เกิดขึ้น เข้าใจมั้ย ...เพราะนั้น ถ้าไม่มีสติปั๊บ มันจะมีแต่หลงๆ หายๆๆๆ ใจอยู่ไหนไม่มี กายอยู่ไหนไม่มี

เพราะนั้นถ้ามันหาอะไรไม่ได้ หาใจรู้ไม่ได้ ยืนรู้ นั่งรู้ เดินรู้ ดูกายเลย ...กลับมารู้กาย กลับมารู้กายง่ายๆ ก่อน ยืนก็รู้ นั่งก็รู้ เดินก็รู้ไป เฉยๆ ก็รู้ ไหวก็รู้ นิ่งก็รู้

นี่ ให้มันแยกกายกับใจออกจากกันชัดเจน ...เพื่ออะไร เพื่อจะจับฐานใจให้เจอ อยู่ที่ใจนั่นเอง เบื้องต้น

พอภาวะใจ สภาวะใจ หรือว่าใจมันเริ่มโดดเด่น ...สติสัมปชัญญะแล้วก็ศีลสมาธิปัญญามันจะตั้งมั่นอยู่ที่ใจ ...พอตั้งมั่นอยู่ที่ใจปุ๊บ มันจะเริ่มห่าง ถอยออกมาจากอาการแล้ว

พอมาตั้งมั่นอยู่ที่ใจปุ๊บ นี่ไม่ได้หมายความว่าอาการดับไปนะ อาการก็มีอยู่ แต่มันห่างกัน ...แต่แรกๆ นี่มันนิดนึง กระเบียดนึงมั้ง พอรู้ปุ๊บแพล้บกลับไปใหม่ ...พอรู้อีกแพล้บ กลับไปใหม่

พอกลับไปใหม่ก็มันขี้เกียจแล้ว เข้าใจคำว่าขี้เกียจมั้ย เฮ้อ ขี้เกียจดูมันแล้ว เดี๋ยวมันก็หายไปอีกแล้ว ...มันไม่มีการเจริญสติต่อเนื่อง เพราะมันขี้เกียจๆ

เพราะนั้นถ้าขยันปุ๊บ มันจะถอยออกๆๆ รู้ออกๆๆ มันจะห่างกันอย่างนี้ ...พอห่างกันปั๊บ จิตมันจะตั้งมั่น ใจมันจะตั้งมั่น ตั้งมั่นขึ้นมา

มันก็จะ...แค่น้อมเนี่ย แค่น้อมระลึกรู้ปุ๊บ ภาวะใจปรากฏพั้บเลย แยกกันเลย ห่างกันเลย... เนี่ย แค่นี้เอง เขาสอนให้เข้าจุดนี้หมด ไม่ได้ต่างกันเลย ไม่ว่าจะสมถะจ๋า หรือปัญญาจ๋าขนาดไหนน่ะ ต้องกลับมาเห็นใจ


โยม –  เมื่อเดือนก่อน โยมไปกราบหลวงปู่แดงวัดไม้ขาวมาค่ะ หลวงปู่ก็บอกมาได้ครึ่งทางแล้ว อย่าหยุดนะ หยุดแล้วมันถอย ท่านก็บอกมาอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  ดีแล้ว สุดท้ายก็อยู่ในหลักเดียวกัน หลักของความเป็นกลาง รู้กลางๆ ไม่ทำอะไร ...ไม่ทำอะไรแล้วนะ อย่าทำ การกระทำคือเจตนา จงใจ ตัวนี้ออกมาจากตัณหา ละหมดเลย ละแต่ไม่ทิ้ง


โยม –  ละแล้วรู้ รู้แล้วมันจะละไปได้เอง

พระอาจารย์ –  ใช่ แค่รู้เท่านั้นแหละ ทำไปเรื่อยๆ เบาๆ ให้เป็นอิสระ ...จำไว้ ให้มันเป็นอิสระที่สุด ทิ้งหมดเลย อดีตอนาคตทิ้งหมดเลย ...อยู่ตรงนี้ ตรง “นี้”

เหลือแค่ปัจจุบันขณะ ชีวิตให้มันอยู่แค่ปัจจุบันขณะ รู้ นิดเดียวๆ เบาๆ ...เนี่ย มันจะถ่ายถอนออกมาแล้ว แล้วเราไม่ต้องไปหาว่าถ่ายถอนยังไง มันออกมายังไง มันใช่-ไม่ใช่ ยังไง

อย่าไปเอาความปรุงแต่งมา ทิ้งลูกเดียว รู้อย่างเดียวๆๆ รู้ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ...แล้วมันจะเกิดความเกลี้ยงเกลา มันจะเกลี้ยง หมดจด

รู้สึกถึงความหมดจด รู้สึกถึงความเบา ความเป็นอิสระมากขึ้น แค่นั้นเอง ...แล้วรู้สึกไม่มีเงื่อนไขกับอะไร ไม่มีปัญหากับรูปเสียงรอบนอก บอกให้


(ต่อแทร็ก 2/33  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น