วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 2/34 (1)


พระอาจารย์
2/34 (530925C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กันยายน 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  4  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  นี่เพิ่งมาใหม่


โยม –  โยมเคยเข้าไปปฏิบัติที่สวนสันติธรรม

พระอาจารย์ –  ลูกศิษย์อาจารย์ปราโมทย์  ...ฝึกมากี่ปีแล้ว


โยม –  สองปี

พระอาจารย์ –  สองปียังหลงอยู่


โยม – (หัวเราะกัน) หลงทั้งวันครับ

พระอาจารย์ –  อย่ากลัว ...หลงก็รู้ หลงก็กลายเป็นอาการ ...เราก็ถือเอาความหลงน่ะเป็นวิหารธรรม เข้าใจป่าว ก็เป็นเครื่องรู้ไป หลงอีกก็รู้อีกๆ หลงก็รู้

เพราะนั้นหลงก็กลายเป็นเหมือนลมหายใจเข้าออก เข้าใจมั้ย สมาธิ...บางคนเขาเอาลมหายใจเป็นบริกรรมนิมิต เอาพุทโธเป็นบริกรรมนิมิต เราเอาความหลงเป็นบริกรรมนิมิต

หลงอีกรู้อีกๆๆ เข้าใจมั้ย หลงก็กลายเป็นแค่อาการหนึ่งแค่นั้นเอง ...แล้วก็รู้ๆๆ รู้เข้าไป จนตั้งมั่นอยู่กับรู้น่ะ อะไรก็ได้...แล้วก็รู้...แล้วก็อยู่กับรู้

เพราะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง...มันเป็นแค่อาการที่เป็นเครื่องสะท้อนกลับมาที่ใจรู้...จำไว้เลย ไม่ต้องกลัว ...เพราะนั้นไอ้สิ่งที่ถูกรู้นี่ จะอะไรก็ได้ ไม่มีความหมายหรอก

ไม่ใช่จะต้อง โอ้โห ยิ่งใหญ่มโหฬารในสภาพธรรม ...เห็นเขามาส่งการบ้านที ฟังทีปวดหัวเลย (หัวเราะกัน) มันอะไรจะเก่งปานนั้น เนี่ย ก็ฟังเขามาเล่ากัน ใช่มั้ย

จริงๆ น่ะ ไม่ต้องไปใส่ใจกับอาการจนมากมายเกินไป ...อาการทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นแค่กระจก เพื่อสะท้อนกลับมาสู่ใจรู้เท่านั้นเองนะ

แต่ส่วนมากเรามักจะเพ่งออกไปน่ะ ไปใส่ใจกับอาการ ไปค้นหาความจริงกับอาการ ...ไม่ต้องไปหามันหรอก อาการคืออาการ ...แล้ว "อาการ" นี่...ความจริงมันคืออะไร  คือ...เดี๋ยวมันก็ดับ

นั่นแหละความจริงของอาการทุกอาการ...เดี๋ยวมันก็ดับ ไม่มีอะไร ...สุดท้ายจะไปรู้ทำไม จะไปหาความรู้อะไรกับมัน

เนี่ย ที่ต้องการให้กลับมารู้ที่รู้...ที่ใจ อยู่ที่ใจมากๆ อยู่ที่ใจ...สติเป็นเครื่องมือเพื่อให้กลับสู่ใจแค่นั้นเอง ...สติปัฏฐาน ๔ คืออุบาย 

จริงๆ แล้วน่ะ...กาย เวทนา จิต ธรรม...เป็นอุบาย เหมือนกับเป็นกำแพงกระจกน่ะ ...สติไปตั้งปุ๊บก็เกิดการระลึกรู้ขึ้น


โยม –  แล้วตีกลับ

พระอาจารย์ –  ตีกลับมาอยู่ที่รู้ เข้าใจมั้ย พออยู่ที่รู้ปุ๊บ มันจะทิ้งสติปัฏฐานเลย...ทิ้งเลย กายเวทนาจิตธรรมเป็นสักแต่ว่า ...ไม่เกี่ยว ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของใคร

มันเป็นแค่อาการ ทั้งหมดเลย สติปัฏฐาน ...เนี่ย จะมองเห็น...คือขันธ์นี่คืออาการ ...เหลือแต่ใจ แล้วค่อยมาดูอาการในใจอีกทีหนึ่ง

ขยับ เลื่อน ไหว กระเพื่อม กระเทือน กระแทก ส่าย  อย่างเนี้ย พวกเนี้ยเป็นอาการ ...สว่าง ว่าง เบา ผ่องใส ตื่น พวกนี้ก็เป็นอาการ

ตื่นยังเป็นอาการเลย เนี่ย...ใครตื่นล่ะ มันยังมีอีกน่ะ ...ถอยออกมาอีก รู้จักแหงะหลังดู โอปนยิโกกลับเข้ามาอีก มันยังมีใจซ้อนอยู่อีก นี่ รู้โดยเป็นอาการทันที

เพราะถ้า “ตื่น” มันเป็นจริง มันจะต้องตื่นตลอดเวลาสิ ทำไมมันยังดับล่ะ ...พอดับแล้วเราไม่เข้าใจ "เอ้า แย่อีกแล้วๆๆ ต้องทำให้ตื่นอีก"...เนี่ย หลงในอาการแล้ว

รู้อย่างเดียว บอกแล้ว ถอนออกมา ถอนใจออกจากอาการทั้งหลายทั้งปวง...ไม่สน ตื่นก็ช่าง หลับก็ช่าง...รู้ นี่ หลับกับตื่นเท่ากัน ใจต่างหากที่ตื่น เข้าใจป่าว

ไม่ใช่ตื่นเต้น ตื่นแบบลิงโลด...ไม่ใช่ ...ใจตื่นคือใจรู้นั่นแหละ ...นั่นแหละคือจิตตื่น ใจตื่น ใจพุทโธ ใจพุทโธจริงๆ คือ ใจรู้...รู้ใจ ...ใจรู้แล้วก็รู้ที่ใจ ไม่ได้รู้ที่อื่นเลย นะ

แต่ส่วนมากเวลาพวกเราฝึกแล้วมันจะไหล...ไปอยู่ ไปคลอเคลีย ไปคลุกเคล้ากับอาการ ไปหาความเป็นจริง แล้วก็พยายามไปพิจารณาอาการ

เพราะนั้นพอเริ่ม...อย่างนี้เขาเรียกว่า “เมา” ...เข้าใจคำว่า “เมา” มั้ย (หัวเราะกัน) ...เออ เมากับอาการ แล้วมันจะเริ่มเบลอ เริ่มมืด เริ่มหลงน่ะ เริ่มจับอะไรไม่ถูกแล้ว เริ่มซึม...หายไปกับอาการ

ตั้งสติได้ ระลึกรู้...แยกออกเลย มันเป็นอาการ...แล้วก็รู้ ตั้งมั่นอยู่ที่รู้ๆ  ไม่ตั้งมั่นที่อาการ ...ไม่สนอ่ะ รู้จะอยู่ตรงไหนก็ได้ อยู่ที่รู้นั่นแหละ ...มันจะอยู่ตรงไหนก็ไม่ว่า ไม่ต้องไปหาว่ามันรู้ตรงไหน

ตัวรู้อยู่ตรงไหนไม่ต้องหา รู้ตรงนั้นแหละ ตรงที่รู้น่ะ แค่นั้นเอง ...บ่อยๆ ต้องอาศัยความต่อเนื่อง สติต้องต่อเนื่อง มันถึงจะแยกตัวรู้ออกได้เด่นชัด แยกใจออกจากอาการได้เด่นชัดขึ้น

บ่อยๆ ...แต่ว่าอย่าเคร่งเครียดนะ บ่อยในที่นี้คือบ่อยแบบสบายๆ ง่ายๆ นะ ...ซึ่งมันจะก้ำกึ่งกันระหว่างเผลอกับหลงน่ะ...รู้ง่ายๆ รู้เบาๆ อย่างนี้

แต่พอรู้จริงๆ แล้ว พอกลับมาอยู่ที่รู้จริงๆ แล้ว ...มันจะอยู่ในอาการที่เรียกว่า...รู้เหมือนไม่รู้ ไม่รู้ก็เหมือนรู้ ...งงอีก (หัวเราะกัน) เพราะมันหาตัวรู้ไม่เจอ

จะว่ารู้มันก็รู้ จะว่าไม่รู้มันก็ไม่รู้ มัน...เอ๊ ยังไงวะ หาไม่เจอ มันกลายเป็นเริ่มกลมกลืนกันไปหมด ...เริ่มไม่มีอะไร จนไม่มีอะไร รู้เหมือนไม่รู้ ไม่รู้มันก็เหมือนรู้

นั่นเพราะว่าสติสัมปชัญญะมันจะเริ่มไปรวมกันกับใจ...เป็นตัวใจของมันโดยธรรมชาติแล้ว ...มันแยกไม่ออก มันไม่แยกอะไรแล้ว

เพราะนั้นใจเย็นๆ ต้องใจเย็น อย่าใจร้อน...ใจร้อนเพราะว่าจิตมันพุ่งเป้าไปข้างหน้า ...ฟังมาก ฟังสภาวธรรมมามาก ฟังสภาวธรรมคนอื่นมามาก บางทีมันไปตั้งเป้าไว้

อย่าไปตั้งเป้าอะไร รู้ง่ายๆ รู้เบาๆ ตรงนี้ ...ความรู้มันจะค่อยเริ่มสะสมพลังความตั้งมั่น...ตัวรู้จะปรากฏของมันเอง แล้วมันจะแยกออกจากทุกอาการเลย

เหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ต่อให้เขย่าขนาดไหน...วางไว้น่ะ เป็นกลางๆ ...มีเรื่องมีราว ไม่รู้อะไร เลื่อนลอย วางไว้ปุ๊บ แยกออกหมดเลย ...มันแยกของมันเอง

เนี่ย เขาเรียกว่ามันเริ่มไม่เป็นธรรมชาติเดียวกันแล้ว ...มันเริ่มคลายออก คลายออกจากความหลง คลายออกจากความผูกในความหมายของอุปาทาน 

ไม่คืนเดิม...เหมือนเนยกับนม เนยนี่ทำมาจากนม แต่เอาเนยไปทำเป็นนมอีกไม่ได้ ไม่มีทาง ....ถ้านมกลายเป็นเนยแล้วไม่มีทางกลับเป็นนม

เหมือนกัน...ใจที่คัดกรองออกแล้ว คลายออกแล้ว จางแล้ว ...จะไม่มีคำว่าหวนคืน เขาเรียกว่ามันเข้าสู่ความเป็นอนาลโย จะไม่หวนกลับ ...เหมือนน้ำลายที่บ้วนทิ้ง จะไม่เลียคืน

แต่ใหม่ๆ ยังเลียคืนนะ ยังเสียดาย ...อยากได้ อยากดี อยากเป็นอยู่ อยากได้ธรรมอยู่ อยากได้สภาวะอยู่ จนเห็นว่ามันก็แค่นั้นน่ะ...ก็แค่ขยะ ก็แค่กาก ก็แค่ซาก

ความเห็นก็เป็นแค่ซากหนึ่ง ความคิดก็เป็นแค่ซากหนึ่ง อดีตก็เป็นซาก อนาคตก็เป็นแค่ซาก ...มันไม่มีอะไร ไม่มีชีวิตจิตใจ มันเป็นก้อนหินก้อนดินธรรมดา

มันไม่ได้เป็นเพชร ไม่ได้เป็นพลอย ไม่ได้เป็นอะไรที่มีค่าอะไรเลยแต่พวกเรามอง...ก็จะให้ค่าว่าอันนี้เป็นเพชรนะ อันนี้เป็นพลอย อันนี้เป็นแก้วแหวนเงินทอง

จนกว่าเราจะเห็นมันเป็นแค่ก้อนหินก้อนดิน ถึงเรียกว่าธรรมดา เหมือนกันหมด ...นั่นแหละมันถึงจะถอนออกจากความหมายมั่น ทีละเล็กทีละน้อย

เคยทำตังค์ตกมั้ย ดูใจสิ (โยมหัวเราะกันว่า..วิ่งไปเก็บเลย) เห็นใจมันวิ่งไปตามเงินที่ตก ใช่มั้ย ...ทั้งๆ ที่ว่ามันเป็นกระดาษแผ่นเดียว ...นั่นน่ะที่ว่าความหมายมั่น

ใจที่มันแวบไปคว้า เห็นมั้ย มันไปคว้า ...แล้วมันก็ส่งออกมาถึงอาการของกาย ของความรู้สึก เวทนาเกิดขึ้นแล้ว เนี่ย ...แค่ความหลงไปในอาการแค่นั้นเอง

ถ้ากระดาษเปล่าตกนี่...เฉยเลย (หัวเราะกัน) ...สังเกตดูสิ ความหมายมั่น ...นั่น จนกว่ามันจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา นั่นแหละ จิตมันจะคลายออก จะเป็นปกติ จะกลับคืนสู่ความเป็นปกติธรรมดา

เพราะนั้นว่า ผลของการปฏิบัติธรรมแล้ว กลับมาสู่ความไม่มี ไม่เป็น และไม่ได้อะไร ...เป็นธรรมดา ทุกอย่างมองเป็นเรื่องธรรมดา ...จิตก็รู้ธรรมดา ใจก็ใจรู้ธรรมดานี่แหละ 

ไม่ใช่ใจที่โอ้ย สว่างไสวโดดเด่นอะไรหรอก ...ไม่มีอะไร  ไม่มีที่หมาย ที่มั่น ที่ตั้งเลย ไม่มีประมาณอย่างเดียวเลย คือมันอยู่ที่ไหนก็ได้น่ะ รู้ได้หมด

เออ ไม่รู้อยู่ตรงไหนด้วย ...แต่มันรู้ไปหมด ตรงไหนก็รู้ ไปรู้นอกก็ได้ ไม่มีนอกไม่มีใน มันรู้อย่างเดียว ...นั่นแหละเขาเรียกว่ารู้ไม่มีประมาณ เป็นอัปปมาโน

อัปปมาโนพุทโธ อัปปมาโนธัมโม อัปปมาโนสังโฆ ...ใจมันจะเปิดออกทั่วอนันตาจักรวาลเลย รู้ได้หมด ไม่มีที่ให้มันอยู่หรอก 

ใจน่ะ ธรรมชาติของใจที่แท้จริง เป็นหนึ่งเดียวกัน ธรรมชาติ แต่เวลาดับแล้วมันดับไปเลย หายไปเลยจากโลกนี้ จากโลกธรรม


แต่ตอนนี้ทำใจรู้ให้ปรากฏ...ด้วยสติก่อน ...ถ้ายังจับหลักใจไม่ได้ ยังไม่เจอใจ ไม่ต้องพูดถึงปัญญา ไม่ต้องพูดถึงการดับภพดับชาติ ไม่ต้องพูดถึงการเลิกละเพิกถอนกิเลส

เพราะมันยังไม่รู้เลยว่า...ไอ้ที่ตั้งของกิเลสจริงๆ มันอยู่ที่ไหนน่ะ ...นั่น แล้วจะไปละตรงไหนล่ะ ใช่มั้ย

เย ธัมมา เหตุปัพภวา เหตุปัจจโย ...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดที่เหตุ พระพุทธเจ้าตถาคตสอนให้เห็นถึงธรรมที่เข้าไปสู่ความดับที่เหตุนั้น

เพราะนั้น...ถ้ายังหาเหตุไม่เจอน่ะ ไม่ต้องพูดถึงว่าความดับไปที่เหตุนั้นเลย

เพราะเราก็ยังคงมองว่าความคิดเป็นเหตุ คนเดินไปเดินมาเป็นเหตุ เสียง กลิ่น รส ความเห็นอันนั้นอันนี้เป็นเหตุ แล้วไปแก้ที่เหตุนั้น ...เสียเวลา ตายเปล่า เสียเวลาเกิด

เพราะนั้นสติเป็นเครื่องมือ...เพื่อระลึกให้เห็นเหตุที่แท้จริง...คือใจ และให้แก้ตรงนั้น อยู่ตรงนั้น

เพราะนั้นไม่ใช่ว่าสติเลื่อนลอย สติรู้แล้วก็ไหลไปเรื่อย รู้ไปเรื่อย ตามรู้ไปเรื่อย รู้ออกไป รู้ตามมัน รู้มันไปดูมันไป รู้ออกไปตลอด ...นั่น ยิ่งเหนื่อย ยิ่งอ่อนแรง

แต่ถ้ารู้แล้วรู้...รู้แล้วรู้ เราพูดบ่อย "ใจรู้...รู้ใจ" เข้าใจมั้ย สติ...ใจรู้ ระลึกรู้...รู้ใจ นะ ...ใจออกไปรับรู้...แล้วรู้ใจ อยู่อย่างนี้  ใจรู้...รู้ใจๆ อยู่อย่างนี้ 

นี่ จึงจะเห็นสภาวะใจ หรือธรรมชาติของใจ หรือธรรมชาติของรู้ ....ตรงนั้นน่ะคือเหตุ 

พวกนี้ไม่ใช่เหตุ...อารมณ์ไม่ใช่เหตุ สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เหตุ สิ่งที่เราได้ยินไม่ใช่เหตุ ความรู้สึกไม่ใช่เหตุ ...แต่เป็นฐาน ที่เรียกว่าสติปัฏฐาน เป็นที่ตั้งของสติเพื่อให้กลับมาเห็นเหตุ

ต้องเข้าใจอย่างนี้ก่อน ต้องปรับทิฏฐิให้ตรงก่อน...เบื้องต้น ...จะฟังครูบาอาจารย์มากี่ปีไม่รู้ ถ้าฟังแล้วยังไหลออก ดูออกไปหาสภาวะนั้นสภาวะนี้ ให้เกิดสภาวะนี้ ...เนี่ย ฟังมาสิบปีก็ยังเท่าเก่าน่ะ

ต้องเข้าใจก่อน ว่าสติเพื่ออะไร ดูเพื่ออะไร ...แล้วก็กลับมาสงบระงับ ตั้งมั่น เป็นกลาง อยู่ภายใน ...เข้าใจมั้ย ปกติ ตั้งมั่น เป็นกลางอยู่ภายใน...ภายในรู้นี่ รู้ปกติ รู้ตั้งมั่น รู้เป็นกลาง

เนี่ย ศีลสมาธิปัญญาจึงจะรวมกันในที่เดียว ...ปกติ ตั้งมั่น เป็นกลาง เนี่ยคือศีลสมาธิปัญญา...อยู่ที่ใจ

เมื่อนั้นแหละจึงจะเกิดมรรคจิต เมื่อนั้นแหละจึงจะเกิดมรรคญาณ เมื่อนั้นแหละจึงจะเกิดเป็นมรรคสมังคีขึ้นมา


(ต่อแทร็ก 2/34  ช่วง 1)



วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 2/33 (4)


พระอาจารย์
2/33 (530925B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กันยายน 2553
(ช่วง 4)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 2/33  ช่วง 3

พระอาจารย์ –  แล้วสุดท้ายไอ้ใจที่ว่าตั้งมั่นโดดเด่นดูเหมือนเที่ยง ดูเหมือนไม่ดับไป ดูเหมือนมันเป็นอมตะ สุดท้ายเมื่อถึงวาระ มันไม่เหลือหรอก มันดับ

แต่ไม่ได้ดับในแง่ของไตรลักษณ์ ...แต่มันดับในแง่ของอนันตมหาสุญญตา หรือนิโรธ คือดับโดยสิ้นเชิงเลย

ไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป นี่คือธรรมชาติของไตรลักษณ์ ...คือมันยังมีอาการวน ถึงดับแล้วก็ยังเกิดอีก เมื่อมีเหตุปัจจัยมารวมกันใหม่ 

แต่ถ้าใจที่เข้าสู่ไตรลักษณ์ในแง่ของนิโรธสมาบัติ หรือนิโรธที่เป็นผลจากการเจริญมรรคเต็มที่แล้ว ดับโดยสิ้นเชิง คือดับครั้งเดียว แล้วไม่กลับมาอีก ไม่กลับมาเลย หายไปเลย 

หายไปไหน หายไปอยู่ในอนันตมหาสุญญตา ...ไม่รู้อ่ะ ภาษาเขาจะเรียกนิพพานก็ได้ ภาษาจะเรียกอะไรก็ได้ แต่อย่างนี้คือการดับโดยสิ้นเชิง

การปฏิบัติคือเข้ามาสู่ตรงนี้ จุดนี้ แค่นั้นเอง ...จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติเพื่อจะให้เห็นความหมายนี้ แยกกายกับใจออกจากกัน แยกอารมณ์ออกจากใจ แยกความรู้สึกออกจากใจ

แยกใจออกมาทุกปรากฏการณ์ ให้เป็น ให้ได้...บ่อยๆ ต่อเนื่อง ...ต้องอาศัยการบ่อยๆ นะ และต้องต่อเนื่องนะ มันจึงจะแยกออกโดยชัดเจน

ขี้เกียจ ทำวันละครั้ง สองครั้ง  รู้วันละครั้ง สองครั้ง เห็นวันละครั้ง สองครั้ง สามครั้ง...โอ วันนี้ตั้งสิบครั้ง...ไม่พอ ...แล้วยังบ่นว่าอาจารย์สอนผิด (หัวเราะกัน)

มันทำไม่ถึงอ่ะ เข้าใจมั้ย ...แยกออกๆ รู้อีกๆ รู้เข้าไปๆ ไม่ต้องกลัวโง่ ไม่ต้องกลัวว่ารู้มากแล้วจะไม่ได้อะไร จะเสียการเสียงาน ...มันไม่เสียหรอก จริงๆ น่ะ มันใช้ได้

รู้ไปเหอะ รู้เบาๆ รู้ง่ายๆ ...มันรู้ได้ตลอด รู้เข้าไป ...ไม่ใช่ไปลึกลับซับซ้อน 

แหมต้องไปตั้งกระบวนการรู้แหม ต้องทำอย่างนี้  วิธีจะรู้กูจะต้องแยกไปอยู่คนเดียวแล้วก็ กำลังเขียนหนังสือ...รู้  พอรู้แล้วต้องหนีออกเลยไปอยู่ในห้องน้ำหรืออะไร...ไม่ใช่ 

แล้วตัวรู้หรือตัวใจ ดวงจิตผู้รู้นี่ มันจะโดดเด่นขึ้นมา แล้วมันจะอยู่ได้ด้วยสติและสัมปชัญญะ ...มันจะเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างนั้นน่ะ ทำอะไรก็มีรู้อยู่ภายในน่ะ อยู่อย่างนั้นน่ะ

แล้วคราวนี้ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมัน ให้มันอยู่ในอาการนี้แหละ ...นี่เขาเรียกว่าอยู่ในครรลองของมรรค นี่คือครรลองของมรรค...ถ้าอยู่อย่างนี้ได้แล้วนะ เรียกว่าเข้าไปตกครรลองของมรรคแล้ว 

แต่ระหว่างทำอยู่นี่ คือกำลังวิ่งเข้าสู่หนทางมรรค เรียกว่ามรรคเบื้องต้น คือการเจริญมรรคอยู่ กำลังกระทำอยู่

แต่เมื่อมันแยกกันชัดเจนเรื่องกายกับใจ อารมณ์กับใจ ทุกเรื่องมันจะสามารถแยกออกเลย ...แม้จะมีการเข้าไปออกมาบ้างก็ตาม แต่เราแยกออกได้อย่างนี้ ถือว่าอยู่ในครรลองของมรรค

ใครจะว่าถูกใครจะว่าผิด ช่างหัวมัน กูจะอยู่อย่างนี้ กูจะเห็นอย่างนี้ พอแล้วๆ  ไม่ต้องไปหาถูกกว่านี้แล้ว...ไม่มี ...พระพุทธเจ้าบอกแค่นี้แหละ เป็นกลางอยู่กับตรงนี้

แล้วอย่าไปยุ่งๆ อย่าไปทำอะไรให้มันดีกว่านี้ อย่าไปว่าไม่ให้อันนั้นมันเกิด ไม่ให้อันนี้เกิด นั่นเกิดไม่ได้ ...อย่าไปเลือกๆ เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา

ไอ้ตัวที่เข้าไปเลือกนั่นแหละคืออัตตา ไอ้ตัวที่เข้าไปเลือกนั่นแหละคือสักกาย ไอ้ตัวที่เข้าไปเลือกนั่นแหละคือความวิจิกิจฉา ...พอรู้ปุ๊บ...ปล่อย ๆ ช่างหัวมันๆ ให้เป็นรู้ๆๆ ออกมา

มันจะละสักกาย วิจิกิจฉา สีลัพพตะในตัวของมันเอง ด้วยการรู้บ่อยๆ นี่แหละ ...ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งหาตัวว่านี่สักกายเหรอ จะได้ฆ่ามัน  ไอ้นี่วิจิกิจฉา แล้วจะได้ทำลายมัน...ไม่ใช่

รู้ตรงนี้แหละมันทำลายหมดทั้งสามตัว สังโยชน์ตัวร้อยรัดที่จะให้เข้าไปผูกกับอาการ ...นั่นแหละมันละในระหว่างรู้ออกมานั่นแหละ

รู้บ่อยๆ อย่าขี้เกียจ มันไม่ได้แบก มันไม่ได้หนัก มันไม่ได้ต้องไปหาม ...หูย เราอยู่วัดเราแบกปูนวันละยี่สิบกว่าลูกยังหนักกว่าอีก

การเจริญสติระลึกรู้น่ะมันไม่ได้แบกได้หามอะไรเลย ทำไมมันขี้เกียจกันนักกันหนา ...มันชอบเผลอ มันชอบจัง ไอ้เพลินไปกับความคิด ไอ้เพลินไปกับอดีต เพลินไปกับอนาคต

หรือเพลินไปกับเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้  อู๊ย พอจับวง...ผู้หญิงน่ะ คุยกันแจ๊ดๆๆๆ (หัวเราะกัน) ...ไม่รู้จักหยุดน่ะ ไม่รู้จักจบสิ้นเลยน่ะ ไม่รู้กายใจเลยในปัจจุบัน

เพราะนั้นต้องขยัน ต้องใส่ใจ ต้องมีศรัทธาในการที่ว่า...นี่ เกิดมาทั้งที มีชีวิตอยู่...มันไม่ได้ยาวไกลนะ แค่เจ็บสิบแปดสิบไม่ถึงร้อยปีกันด้วย ...มันสั้นนะ ถ้าเทียบกับอายุโลกน่ะ 

เพราะนั้นควรจะใช้ให้มันเป็นประโยชน์สูงสุด ในการที่จะมาเรียนรู้กายใจตามความเป็นจริง

ไม่งั้นเราจะหลงจม วนเวียน ถูกโม่ด้วยโลกธรรมนี่แหละ ตายเกิดๆ อยู่อย่างนี้ ...เกิดมานี่ เราเคยบอกแล้วว่า เกิดมา...ถ้านึกถึงการเกิดไม่ออก ตอนนี้มันลืมหมดแล้ว

ก็ลองนึกดูว่า ให้ไปนั่งอยู่ในโอ่งใหญ่ๆ ปิดฝา แล้วมีน้ำดำๆ เป็นน้ำคร่ำ แล้วเราไปนั่ง เก้าเดือนน่ะ กี่ครั้งแล้วๆ นี่ นับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว

อ้อแอ้ๆ ออกมาก็หน้ายังกับผีน่ะ เด็กทารกใครว่าน่ารัก หน้ามันดูไม่ได้เลย เพราะมันทุกข์น่ะ งอก่องอขิงอยู่ตั้งเก้าเดือน พ่อแม่มันเอาอะไรกินกันมาไม่รู้ ราดหัวกูทุกวัน ร้อนก็ร้อน เผ็ดก็เผ็ด เค็มก็เค็ม เลือกไม่ได้น่ะ 

บางทีก็ตายแต่ในท้อง เอ้า หรือได้ออกมาก็ผ่าออก เอาตีนออก เอาหัวออกบ้าง  ออกมาก็ต้องตบตูดซะหนึ่งที ..ขนาดนั้นมันยังหากินเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องหามาป้อนอีกเอ้า เห็นมั้ย 

แล้วอีกตั้งกี่ปีกว่ามันจะเดินได้ กว่ามันจะพูดได้ กว่ามันจะเรียกร้องเรียนรู้อะไร กว่ามันจะมาเรียนหนังสือ กว่ามันจะต้องมาแบกหนังสือไปโรงเรียนทุกวันเช้าเย็น 

กว่าจะได้ด๊อกเตอร์กันนี่ไม่ใช่ง่ายๆ นะ แต่ละคนๆ เนี่ย (หัวเราะกัน) ทำไปทำมานี่ ...เห็นมั้ย มันไม่เข็ดหรือไง มันไม่เข็ดน่ะ อยากเกิดกันจัง

ถ้าเราไม่มาเรียนรู้ เราจะต้องมาซ้ำซากอย่างนี้ในอาการซ้ำซาก  แล้วก็มาสุขมาทุกข์ มาได้ดั่งใจมั่ง ไม่ได้ดั่งใจมั่ง คนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ...ตั้งใจจะทำนี่ ก็มีแต่อุปสรรคขัดขวางไปหมด

เอาเวล่ำเวลามาเสียไปกับเรื่องไร้สาระ แทนที่จะเอาเวลาที่การเกิดมาน่ะให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อการไม่กลับมาอีก ...มันไม่สบายนะในโลกนี้ กว่าจะได้มานั่งอยู่อย่างนี้ คิดดูสิ

ตอนเด็กๆ น่ะเราทำยังไง กว่าเราจะเรียนรู้ กว่าเราจะมายืนหยัดด้วยตัวเองพออยู่ได้ด้วยลำพังของตัวเอง นั่นเราต้องอยู่ในความคุ้มครองของพ่อของแม่ ต้องคอยระวัง ทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่เป็นอิสระเลย

พอเริ่มมาเป็นอิสระแล้ว มันกลับใช้ความอิสระในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ ...เพราะนั้นให้มันไปเรียนรู้ความอิสระของกายของใจ แล้วเรียนรู้ด้วยปัญญา ตรงนี้มันจะมีสาระสูงสุดมากกว่า

พระพุทธเจ้าอุตส่าห์บำเพ็ญมาตั้งสี่อสงไขยแสนมหากัป มาสอนว่า...อย่าอยู่เลยโลกนี้ อย่ามาอีกเลย ไม่มีอะไรหรอกๆ มันก็แค่เป็นความสุขประเดี๋ยวประด๋าว

ไอ้ที่เราเคยคิดเคยคาดและหวัง แล้วก็ได้มา ...มันก็แค่ได้เข้าไปเสพนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็หายไป...นิดเดียวแล้วก็หายไป ...แต่กว่าจะได้มาแต่ละอย่างน่ะ

กว่าจะได้ปริญญาอย่างนี้ ตั้งเป้าไว้ตั้งนานนะ กว่าจะได้มา...ได้มาแล้วมีอะไร จะเข้าไปเสพ เข้าไปเสวย ก็ไม่มีอะไรเป็นแก่นเป็นสารเป็นสาระสำคัญ

แต่กว่าจะได้มา เลือดตาแทบกระเด็น ...ดูซิ ทุกข์เท่าไหร่ เสียเลือดเสียเนื้อ เสียหยาดเหงื่อแรงงานไปเท่าไหร่ กว่าจะได้ความสุข...นิดนึง แล้วต้องรักษามันแทบตายเลย กว่าจะให้มันอยู่นานๆ น่ะ

เห็นมั้ย แล้วยังหาไม่รู้จักพอ หาความข้อง หาความติดพัน อย่างนี้ …ก็ให้เห็นว่ามันไม่ใช่สนุกหรอกการเกิดมา การใช้ชีวิตก็ไม่สนุก ยิ่งเวลาตายยิ่งไม่สนุกเลย

ดูร่างกายสิ อยากเห็นคนตายไปดูโรงพยาบาล ไปดูสิ ...ดูไม่ได้ แต่ละคนน่ะ ไม่มีสวยไม่มีงามน่ะ  ไอ้เคยสวยเคยงามขนาดไหน ไปดูเหอะ นอนบนเตียงไอซียูน่ะ แทบไม่เป็นผู้เป็นคนน่ะ

เวทนามันทับถมขนาดไหน มันกระชากลากถูจิตวิญญาณของเราขนาดไหน มันบีบรัด มันกดทับเอาขนาดไหน ...ถ้าไม่ฝึกสติสัมปชัญญะ ฝึกปัญญาในการนี้ไว้ เวลานั้นน่ะจะอยู่ตรงไหนล่ะ

ใจจะอยู่ตรงไหนล่ะ ...อยู่ตรงร้องแรกแหกกระเชิงร้องร่ำดิ้นทุรนทุรายไปมา ร้องเรียกหาหมอมาฉีดยาอยู่ตลอดหรือ ...เราต้องฝึก เราต้องเห็นคุณค่า เราต้องเห็นสาระในการปฏิบัติ มันเอามาใช้ได้ ใช้จริง

แล้วเมื่อเราปฏิบัติได้ตั้งแต่ตอนนี้ เรามีเรี่ยวมีแรง ฝึกซะตั้งแต่ตอนนี้ ...ไม่ใช่แปดสิบปีแล้วค่อยมาเจริญสติ...ไม่ทันนะ 

มันต้องใช้เวลาพอสมควร ในการที่จะเรียนรู้อาการทั้งหลายทั้งปวง ...แล้วก็ค่อยๆ ปล่อย ค่อยๆ คลายออก มันต้องใช้เวลา

เพราะนั้น ตั้งใจขึ้นมา ...มันไม่เสียหายกับการงานการใช้ชีวิต มีลูกก็อยู่กับลูก มีเมียก็อยู่กับเมียได้ ทำงานก็ทำไป จะวิจัยอะไรก็วิจัยไป จะสอนหนังสือก็สอนไป จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ

แต่ว่าเติมสติระลึกรู้ แล้วแยกรู้ออกจากอาการบ่อยๆ ...อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นพลวปัจจัยให้เกิดสติปัญญามากขึ้น เห็นความเป็นจริงได้มากขึ้น มองโลกได้กว้างขึ้น

ไม่ใช่มองแค่จุดมุ่งหมายที่กำลังทำตรงนี้ หรือว่าสิ่งที่จะได้มาข้างหน้าแค่นั้น มันจะได้มองกว้างกว่านั้น

สำคัญ...สติ ...ใครจะว่ายังไง ใครจะบอกว่าดูจิตผิด ดูจิตไม่ได้อะไร เรานี่เอาหัวยันตีนยืนยัน มาพูดมาสอนอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยการเจริญสติลูกเดียวเท่านั้นแหละ เอาสติเป็นหลักเลย

แรกๆ ก็ทำ สมถะน่ะ สมาธิก็ทำ  แต่สุดท้ายก็ไม่เอา มันไปไม่ได้ ...ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันทำแล้วไม่เกิดประโยชน์กับเรา ...เราก็เจริญสติลูกเดียว

รู้ง่ายๆ นั่งก็รู้ นอนก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้ คิดก็รู้ ดีใจก็รู้เสียใจก็รู้ สงสัยก็รู้ รู้ไปหมด รู้ๆๆๆ รู้จนเต็มโลกเต็มจักรวาลมีแต่รู้ และเห็นเต็มโลกเต็มจักรวาลเป็นแค่อาการ

มันรู้จนถึงที่สุดของรู้น่ะ มันไม่มีอะไรที่นอกเหนือจากรู้เลย ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ บอกให้เลย แยกได้หมดทุกอาการ มีใจแอบอยู่ตลอด อยู่ตรงนั้น

พอรู้ สติลงไปหยั่งถึงปึ๊บ ใจแยกออกมา วึ่บเลย ...แล้วพออยู่ที่ใจ รู้ที่ใจ ตรงนั้นน่ะเป็นที่เดียวที่เรายืนยัน เดินยัน นั่งยัน นอนยัน หัวยัน ว่าตรงนั้นน่ะ ไม่มีทุกข์ ...ทุกข์เกิดไม่ได้ ตรง “รู้” น่ะ

มีที่เดียวในอนันตาจักรวาล นี่ มีอยู่ที่เดียวตรงนี้ที่ไม่มีทุกข์...ให้เชื่อ ...อย่าไปเชื่อคำหลอก วิธีการนั้น วิธีการนี้ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ซะก่อน

เอาง่ายๆ รู้ตรงๆ รู้ไปตรงๆ นี่แหละ รู้โง่ๆ นี่แหละ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ รู้โง่ๆ รู้ซื่อๆ รู้บ่ดาย รู้ธรรมดา แค่นี้ ก็ไปนิพพานได้แล้ว ...เพราะมันก็ดับอยู่ที่รู้นั่นแหละ

ถึงวาระจริงๆ ดับก็ดับไป ก็รู้อย่างเดียว ตายก็ตายไป...ก็รู้ ...นั่นแหละตายอยู่กับรู้นั่นแหละ ไม่ต้องกลัวหรอก 

ใครจะว่าได้มรรค หรือใครว่าไม่ได้มรรคได้ผลอะไร ใครว่าผิดว่าถูก ไม่รู้อ่ะ ตายอยู่กับรู้นั่นแหละ...พอแล้ว ...มันจะได้หายสงสัย


(ต่อแทร็ก 2/34)



วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 2/33 (3)


พระอาจารย์
2/33 (530925B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กันยายน 2553
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 2/33  ช่วง 2 

โยม –  มันเริ่มค่อยๆ เคลียร์ทีละนิดๆ น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  แล้วมันจะถอยห่างไกลออกมาจากอาการ แม้แต่อาการภายนอกของกาย รูปและนามเราเอง จะปล่อยให้เขาเป็นไปโดยอิสระของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเองของเขา

ไม่มีเราเป็นผู้เสวย ไม่มีเราเป็นผู้กระทำ มันจะคลายออกหมด ทิ้งหมด ...แล้วใจมันจะค่อยๆ เหลาตัวมันเอง 

เพราะนั้นตัวญาณทัสสนะ หรือญาณวิมุติทัสสนะ หรือการเข้าไปหยั่งรู้ด้วยสติสัมปชัญญะที่เป็นกลางนี่ มันเหมือนกล้วยที่ออกเครือ

กล้วยถ้าออกปลีออกเครือเมื่อไหร่ มันแปลว่ากล้วยนั้นตาย  ถ้ามันออกผลเมื่อไหร่ แปลว่ากล้วยนั้นตาย

เพราะนั้นตัวญาณทัสสนะนี่ การเข้าไปรู้เฉยๆ รู้เห็นกับอาการในใจอย่างนี้ มันจะเข้าไปทำลายความเป็นใจ จนถึงที่สุดของใจ มันจะเข้าไปสู่อนันตสุญญตา หรือว่าความดับหยดสุดท้ายโดยสิ้นเชิง

ถ้าถึงดับครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ จิตเกิดดับครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หมายความว่าจิตดวงนั้น มันจะหยุดการปรุงแต่งทันที ใจมันจะหยุดการปรุงแต่งภายในทันที

หมายความว่าความปรุงแต่งภายใน...หมด หมดความปรุงแต่งภายใน คืออวิชชา ดับ ขาด ...จิตจะเข้าสู่ภาวะดับโดยสิ้นเชิง มันจะเหลือแต่ใจรู้ล้วนๆ

ที่เราบอกเหลือเป็นแค่น้ำเปล่า เหลือแต่อาการนั้นอาการเดียว ใจรู้อย่างเดียว จะไม่มีอาการเกิดดับในใจ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะไม่มีอะไร

แต่ว่าการดับของใจ จะดับไปจริงๆ อีกทีหนึ่งต่อเมื่อขันธ์ห้าดับ ดับพั้บใจดับทันที...หมายถึงใจรู้ ...อันนี้ไม่ใช่อวิชชาดับนะ อวิชชามันดับไปก่อนแล้ว ที่หยดสุดท้ายนั่น ท่านเรียกว่านิพพาน

อาสวักขยญาณตัวนั้น สุดท้ายนั่น เขาเรียกว่านิพพานที่เป็นนิโรธ คือความดับโดยสิ้นเชิงของอวิชชานะ ...แต่ว่าภาวะใจยังปรากฏอยู่อย่างนั้นน่ะ อยู่กับขันธ์น่ะ ต่างคนต่างอยู่ แยกกัน

เหมือนเรานั่งดูเขาเล่นหนังอย่างนี้ sad movie , happy ending หรือจะเป็น tragedy อะไรก็ตาม ช่างหัวมัน ...ไม่เกี่ยวแล้ว คนดู นั่งดู อมยิ้มแผ่อยู่อย่างนั้นแหละ

หนังปิดฉาก เก็บโรง พั้บ คนนั่งลุกออกจากโรง จบพร้อมกัน ...ตรงนั้นถึงจะเรียกว่าเข้าสู่อนันตมหาสุญญตา นั่นคือความดับโดยสิ้นเชิง

แล้วก็ถามว่าดับแล้วไปไหน บางคนมันชอบถามว่าดับแล้วไปไหน ...กูจะไปรู้มึงเหรอ (หัวเราะ) ดับแล้วไปอยู่ไหน เออ ไอ้บ้า

เหมือนกับเราจุดไม้ขีดขึ้นมา แล้วก็ดับ ...ถามว่าไฟไปไหน ...ดับมันก็ดับ มาถามว่าไฟไปอยู่ไหน จะไปรู้เรอะ มันดับแล้ว คือไม่กลับมาอีกแล้ว

ไม่มีใจ ไม่มีใจเข้ามาแสวงหามหาภูตรูป ๔ ดินน้ำไฟลม มารวมตัวกันอีก ...จะไม่หานามที่เป็นการจุติในอารมณ์ ในภพที่เป็นรูปภพหรืออรูปภพ

เพราะนั้นต้นตอคือใจนี่เอง ขณะที่ว่าใจรู้ รู้ๆๆๆ อยู่นี่ ...มันก็ยังไม่ใช่รู้บริสุทธิ์ มันยังเป็นรู้ที่มีอีแอบอยู่ มันยังมีรู้ที่เจือปนอยู่ในนั้น มันยังมีตะกอน คืออาสวะ

อาสวะก็มีง่ายๆ ทิฏฐิสวะ เป็นความเห็น กามาสวะ คือความอยากใคร่ในรูปกับนาม นี่กามาสวะ ภวาสวะคือการทะยานไปจับ อยู่ภายในนั้นแหละ

ตัวนั้นแหละคือรากเหง้าของอวิชชา แล้วสุดท้ายของมันคืออวิชชาสวะ คือความไม่รู้ไม่เห็นอาการพวกนี้อยู่ภายในนั้น เพราะนั้นตัวพวกนี้จะไม่เรียกว่ากิเลส

กิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ มันไม่เหมือนกันนะ มันจะไม่เหมือนกันเลย ...ตรงนี้มันเป็นต้นตอของกิเลสอีกทีหนึ่ง เป็นต้น ต้นจิต ต้นใจ ต้นของอาการ ต้นของสังขาร

เพราะนั้นพวกราคะ โทสะ โมหะ มันจะต้องเกิดจากอาการตรึก...ตรึก จาก "นี้" ออกมาแล้วมันตรึก ...แล้วเมื่อตรึกแล้วมันจะเอาสังขาร เอาขันธ์นี่มาปรุง

เหมือนตำส้มน่ะ เข้าใจมั้ย ตำส้มนี่ถ้ามีแต่มะละกอก็ไม่เรียกว่าตำส้ม เอ้ามีมะละกอตำเข้าไป ก็ยังไม่เรียกว่าส้มตำ ...มันต้องมีเครื่องปรุงปุ๊บ ออกมา “อร่อยว่ะ” “เอ๊อะ ไม่ได้เรื่องเลย” เนี่ย

นี่เริ่มแรกเกิดจากการตรึกจะกินส้มตำก่อน คือตรึก แล้วก็มีอาการเข้ามาผสมกัน จึงจะเกิดราคะ โทสะ โมหะ ยินดียินร้าย 

นี่เรียกว่ากิเลสภายนอก ซึ่งเกิดมาจากกิเลสภายใน ...ซึ่งไม่ใช่กิเลสต้นตอของมันคืออวิชชา

แต่พอมาถึงจุดนี้เราจะถอยกลับ เข้าใจมั้ย การปฏิบัติธรรมนี่เป็นการทวนกลับ ถอยกลับเข้ามาสู่ที่ตั้ง ว่าใคร ใครมันอยากกินส้มตำ

เพราะนั้นไม่ต้องไปทำลายครก ไม่ต้องไปทำลายอาการหรืออารมณ์ ...ไอ้ตัวอยากนี่ ไอ้ตัวใครนี่อยากกิน นั่นแหละ กลับมาตรงนั้นน่ะ มันจะทวนกลับมาที่ต้นตอ

พระพุทธเจ้าบอกสอนให้ดับที่เหตุนะ ท่านไม่ได้สอนให้ดับที่ปลายเหตุ เพราะนั้นจะถอยกลับเข้ามา

เพราะนั้นพอถึงตรงนี้ปุ๊บนี่ ไอ้พวกส้มตำในครก สากกะเบือ มันก็คือสิ่งหนึ่ง...ไม่ได้เป็นกิเลสหรือไม่ใช่กิเลส เข้าใจมั้ย มันเป็นแค่อาการแล้ว อารมณ์ก็มีไป ทำไป ก็ทำไป

เข้าใจคำว่า “สักแต่ว่า” มั้ย มันก็ทำไปงั้นแหละ อารมณ์ก็มีอย่างนั้นแหละ ยินดีก็มี งึๆๆ ยินร้ายก็ งึๆๆ แค่นั้นแหละ ไม่ได้อะไรกับมันมากมายก่ายกองหรอก ...แต่ไม่ใช่มันไม่มีอะไรนะ


โยม –  มันก็มี แต่บางทีมันก็ยังเข้าไปตัดสิน

พระอาจารย์ –  นั่นอันนั้นแหละ อุปาทานนิดๆ หน่อยๆ ก็คอยขัดคอยล้าง ด้วยการรู้..ถอนๆๆ


โยม –  แค่รู้ แล้วมันทำเองหมดเลย

พระอาจารย์ –  ในการรู้คือการละอยู่แล้ว ...บางคนถามจะวางยังไง ก็กูไม่ได้สอนให้วาง


โยม –  มันวางเอง

พระอาจารย์ –  เออ จิตมันรู้แล้วมันวางเอง แค่จิตรู้...นี่วางเอง ...ไม่ได้สอนว่าวางยังไงน่ะ ไม่ได้เคยสอนให้ทำด้วยวิธีการวางเลยนะ เราไม่เคยสอนวิธีการวางนะ

แต่สอนวิธีให้จิตรู้ต่างหาก...สติรู้ พอรู้ขึ้นปุ๊บ มันรู้ปุ๊บมันปล่อยแล้ว จิตมันปล่อยเอง แต่ถ้าไม่ปล่อยก็รู้ว่าไม่ปล่อย เพราะมันยังไม่ถึง...ปัญญาไม่ถึง

มันยังไม่ยอม มันยังหนา มันยัง...คือแรกเรากำไว้อย่างนี้ (แสดงอาการมือกำแน่น) ...พอรู้ๆๆ เฮ้ยๆ กำโว้ยๆ  มันก็...กูจะกำน่ะ เข้าใจรึเปล่า จนกว่า...พอรู้จะกำ เออ ปล่อยเลย

แต่แรกๆ มันยังมีแรงที่เขาเรียกว่าปฏิกิริยาต่อเนื่อง ยังตอบสนอง ยังมีอาการรัดรึงอยู่ ...เหมือนเราผูกเชือก เงื่อนน่ะ ดันผูกเงื่อนพิรอดสักสิบรอบอย่างนี้ เข้าใจมั้ย 

กว่าจะแก้ออกน่ะ ...ไม่ใช่ว่ารู้ครั้งเดียวแล้วมันจะคลายออกเมื่อไหร่ ...รู้บ่อยๆ แล้วมันจะค่อยๆ คลายออก

หลังๆ เวลาเราผูก เราก็ไปผูกแค่เงื่อนผูกรองเท้าน่ะ เข้าใจป่าว กระตุกทีเดียว พั้บเลย หลุดง่ายแล้ว กูจะไปผูกเป็นเงื่อนพิรอดทำไม เสียเวลา ...นี่ มันฉลาดขึ้นแล้ว จิตฉลาดขึ้น

แต่ไอ้ความไม่รู้ของเรานี่ มันไม่ได้ผูกเงื่อนพิรอดเงื่อนเดียว มันผูกสามทบสี่ทบในเรื่องนั้นๆ น่ะ ...เช่น ลูกของกู ผัวของกู เมียของกู พ่อของกู แม่ของกู อะไรๆ ของกู

อะไรหนักๆ อันนี้หลายเงื่อนเลยน่ะ ผูกแบบข้ามภพข้ามชาติเลย  คู่รักบางคู่นี่มันอธิษฐาน เจอกันไม่รู้จักจบสิ้นน่ะ ...ดูมันสิ มันผูกกันแค่ชาตินี้ไม่พอ ตายอีกขอให้มาเจอกันอีก ได้ลูกได้เต้ากันอีก อะไรอย่างนี้ 

คือมันตั้งอกตั้งใจผูกกันจัง พอเวลาจะละ ตั้งใจมาละแล้ว ละยาก ...แล้วก็บ่นว่าทำไมละยาก มันไม่คลายออกสักที ...ก็มึงไปผูกเองน่ะ จะไปโทษใครล่ะ 

พอละยาก ละไม่ออก ก็หาว่าอาจารย์สอนผิด (หัวเราะกัน) อาจารย์องค์นี้ผิด อาจารย์องค์นี้ถูกกว่า อาจารย์องค์นี้ใช่ องค์นี้ไม่ใช่ ...เนี่ยๆๆ เข้าใจมั้ย 

อย่างพวกที่กลับไปนั่น เขาจะมีปัญหา...เรื่องอาจารย์ เรื่องคำสอน ...จริงๆ ครูบาอาจารย์ไม่ได้สอนเพื่อให้มาแบ่งแยกอะไร แต่คนฟังนี่มันชอบหาเรื่อง หาเรื่องให้มันแตกแยกมากขึ้น เพื่อจะเอาความถูกต้อง

แล้วมันมีความภูมิใจว่ากูถูก แล้วก็เข้ามาตรงแล้ว คนอื่นผิดหมด กูถูกคนเดียว อะไรประมาณนั้นน่ะ แบ่งกันเข้าไป

หารู้ไม่ว่าถูกเขาหลอก ไม่ใช่คนอื่นหลอก ใจเราน่ะหลอก ด้วยสังขาร ความคิดความเห็น ทิฏฐิสวะ ความเห็นก็เป็นอาสวะหนึ่ง

เพราะนั้นความเห็นที่ตรงที่สุด หรือว่าสัมมาทิฏฐิที่ตรงที่สุดคือ...ไม่มีความเห็น ...ดูดิ นั่งนี่ ต้นไม้ อากาศ เราไม่มีความเห็นกับมัน มันมีทุกข์มั้ย เราเป็นทุกข์กับมัน เห็นมั้ยๆ

แต่พอเราว่า...เอ๊ะ ทำไมมันเล็กวะต้นนี้ ทำไมมันไม่เท่ากันวะ เห็นมั้ย ...แต่พอเราไม่พูดถึง แล้วเราอยู่กับมันนี่ เห็นมั้ย ไม่มีทุกข์มีร้อนอะไรกับมันเลย

แต่พอพูดแล้วมีจิตเข้าไปตรึก เห็นมั้ย เข้าไปตรึก เพ่งอยู่ในอาการหนึ่งของลักษณะของสังขารขันธ์ที่ปรุงขึ้นมาปุ๊บ ทำไมต้นนี้มันไม่เท่ากับต้นนั้นวะ เออ เห็นมั้ย เป็นสุขเป็นทุกข์เกิดขึ้นแล้ว

ทั้งๆ ที่ว่าเขาอยู่มาก่อนเราเกิดมานั่งอีก ก็ยังไม่เห็นเป็นทุกข์เลย เขาไม่ได้เคยมาบีบมาคั้นอะไรเราเลย เห็นมั้ย เพราะเราไปตั้งความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมา นี่เรียกว่าทิฏฐิสวะ

เพราะนั้นถ้าจะออกจากทุกข์ ต้องละทิฏฐิทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีถูกและไม่มีผิด ไม่มีทิฏฐิเลย ต่อใดๆ ทั้งโลก ทั้งอนันตาจักรวาล มีแต่รู้ แค่นั้นเอง

แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นอิสระของมันเอง เป็นอิสระ เป็นธรรมชาติของมัน ...เพราะนั้น จะมีธรรมชาติอยู่สองสิ่ง ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป นั่นเรียกว่าธรรมชาติของไตรลักษณ์

กับอีกธรรมชาติหนึ่งคือรู้ อยู่คู่กัน แค่นั้นเอง ...ไม่มี “เรา” ตรงไหนเลย ไม่มี “ของเรา” ตรงไหนเลย เนี่ย จิตที่เข้าไปเห็น ปัญญามันจะแยกออกโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ 


(ต่อแทร็ก 2/33  ช่วง 4)