วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 2/32 (1)



พระอาจารย์
2/32 (530925A)
25 กันยายน 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ประเด็นปัญหามันคือเวลาพวกเราฟังคำสอนของครูบาอาจารย์กันน่ะ ฟังแล้วก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แล้วก็ทำน่ะน้อย เอาไปทำกันน้อย เข้าใจมั้ย

ทำแล้วก็ติด แล้วก็คา แล้วก็ข้อง ...แล้วก็ระหว่างที่ทำไป มันก็จะมีความลังเลสงสัย ขณะเดียวกันก็จะไปฟังอันอื่นเข้ามาอีก ฟังในวิถีอันอื่น ฟังข้อโต้แย้งอันอื่นเข้ามา มันก็ยิ่งลังเลสงสัย

แทนที่จะทำให้มันต่อเนื่องไป มันทำแบบ...ทำๆ ทิ้งๆ น่ะ การเจริญสติมันเลยไม่ต่อเนื่อง ...ไม่ว่าจะจับเงาของจิต ไม่ว่าจะอะไร ทำไปก่อน ทำไปเถอะ แล้วมันก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป

อย่ามาหยุดกลางคัน แล้วก็มาลังเลสงสัยนั่น สงสัยอย่างนี้ ...สุดท้ายแล้วมันก็จะเป็นการที่ไม่ได้อะไรทั้งสองอย่าง ...เพราะว่าสิ่งที่ต้องการนี่ การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงนี่ ไม่ได้ว่าปฏิบัติเอาอะไร 

ไม่ได้อะไรหรอก แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้เกิดสภาวะไหน ถึงจะเรียกว่าก้าวหน้าหรือถอยหลัง ...สติ...จุดมุ่งหมายของสติจริงๆ นี่  คือให้เห็นตามความเป็นจริงที่ปรากฏ 

ซึ่งความเป็นจริงที่ปรากฏนี่ มันไม่ได้ว่าต้องไปสร้างความเป็นจริงใหม่ขึ้นมา ...ความเป็นจริงนี่มันมีอยู่แล้ว มันมีอยู่ตลอดเวลาน่ะความเป็นจริง 

แต่เวลามันปรากฏขึ้นน่ะ แล้วเราเข้าไปรับรู้ความเป็นจริงนั้น เราไม่รับรู้ความเป็นจริงด้วยความเป็นกลางหรือว่ารู้เฉยๆ ...มันมักจะเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ 

เข้าไปบวก เข้าไปลบ เข้าไปต่อ เข้าไปเพิ่ม เข้าไปลด อย่างนี้ ...หรือไม่ก็ปรากฏขึ้นมาแล้วก็ไม่ชอบ ก็ไปแก้ ดับ ให้มันหายไป แล้วก็พยายามทำขึ้นมาใหม่ ที่มันดีกว่า...อย่างนี้ 

อันนี้คือปัญหา ...ปัญหาที่ว่า ทำแล้วมันไม่ได้ผล ...เข้าใจคำว่าทำแล้วไม่ได้ผลมั้ย เพราะมันตั้งหวังผลไว้น่ะ จะให้ได้อะไร  แล้วพอมันไม่ได้ปรากฏมา ก็ว่าผิดแล้ว ก็ว่าไม่ตรงไม่ถูกแล้ว

เราบอกให้เลย การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีคำว่าผิด ไม่มีคำว่าถูก ...ไอ้คนทำน่ะผิด เพราะมันไม่เข้าใจ ...เพราะนั้น สภาวะทุกสภาวะอาการที่ปรากฏ...จริงหมดแหละ นะ มันปรากฏจริง 

แต่เรารู้ไม่จริงกับมัน คือไม่รู้เป็นกลางๆ  รู้แล้วชอบยุ่ง รู้แล้วชอบรู้เหนือกว่ามัน ...เช่นมันเป็นอย่างนี้ ก็ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้หน่อย ทำไมมันยังเกิดอย่างนี้ซ้ำซากๆ ทำไมไม่เห็นอาการนั้นเกิดขึ้นเลย น่ะ

อันนี้เขาเรียกว่ารู้ไม่จริง คือรู้แล้วออกไป อย่างนี้เรียกว่ารู้แล้วออกไป แต่ถ้ารู้อยู่ “เออ เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา” มันจะมากก็ได้ จะน้อยก็ได้

หรือมันมีความเห็นว่าผิด ก็รู้เฉยๆ อดทนหน่อย ดูมันไป เป็นกลางๆ ...เดี๋ยวมันจะเห็นเองว่า ไอ้ที่ว่าถูก ไอ้ที่ว่าผิดน่ะ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีผิดไม่มีถูก...เพราะมันจะดับไปเองน่ะ อย่างเนี้ย

ขอให้ตั้งอยู่ในกลางอย่างนี้ แล้วมันจะไม่มีปัญหากับอะไรเลย ฟังคำพูดเขาบอกว่าถูก เขาบอกว่าผิด เข้าหูปุ๊บ รู้...รู้เฉยๆ เข้าใจคำว่ารู้แล้วเฉยๆ มั้ย

ไม่ใช่รู้แล้ว...ฮื้อ มันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ...นี่ เริ่มออกไปแล้ว เริ่มออกไปหาเรื่องหาราวอีกแล้ว...อย่างนี้เขาเรียกว่ารู้ไม่เท่าทันอาการ

ถ้าไม่เท่าทันอาการ ไม่ว่าปฏิบัติสายไหน...ผิดหมด ปัญญาก็ผิด สมถะก็ผิด ลูกศิษย์หลวงพ่อองค์ไหนก็ผิด ลูกศิษย์เราก็ผิด...ผิดหมด ถ้ารู้แล้วออกไปน่ะ

เราไม่เคยสอนให้รู้แล้วออกไปน่ะ สติปัฏฐาน ๔ ...เราไม่พูดถึงดูจิต ถ้ามันมีปัญหา เอ้า พูดถึง ๔ อย่างเลย...กาย เวทนา จิต ธรรม ...นี่สติปัฏฐาน ๔ กายเวทนาจิตธรรม

พระพุทธเจ้าบอกให้เอาสติมาตั้งอยู่กายเวทนาจิตธรรม ๔ อย่าง ...ถ้าพูดโดยรวม กายเวทนาจิตธรรมก็คืออะไร...ก็คือขันธ์ห้า รูปและนาม โดยย่นย่อ เนี่ย มีอยู่ ๔ อย่าง

แล้วทำไมจะต้องรู้ใน ๔ อย่าง ...เพราะสติปัฏฐาน ๔ นี่เป็นอุบาย...เป็นอุบายที่สติเข้าไประลึกรู้ แล้วมันจึงจะเห็นสภาวะใจปรากฏขึ้น

นั่งรู้มั้ย รู้ว่านั่งมั้ยตอนนี้ สบายมั้ย นี่ คิดมั้ย รู้มั้ย ...รู้ว่านั่งกับรู้ว่าคิด...รู้เดียวกันมั้ย  รู้ว่านั่งกับรู้ว่าคิดน่ะ ตัวรู้เดียวกัน ใช่มั้ย ...ข้าใจรึยัง สติปัฏฐานนี่ มันเป็นเหมือนแค่กระจก

สติปัฏฐานเป็นกระจกเพื่อสะท้อนกลับมายังตัวรู้...ใจรู้ ... นั่ง...รู้ ยืน...รู้ เดิน...รู้ นอน...รู้ โกรธ...รู้ ดีใจ...รู้ เสียใจ...รู้ ...นี่ มัน "รู้" ตัวเดียวกันหมดแหละ

ไม่ว่าจะเป็นอาการทางกายหรืออาการทางจิต ...เมื่อมีสติปุ๊บมันจะแยกเป็นสองอาการ คือสิ่งที่ถูกรู้...และตัวรู้ หรือผู้รู้ หรือใจรู้ ...นี่คือเป้าหมายของสติ

สติไม่ใช่รู้แล้ว... “อะไรวะ มันมายังไง มันใช่-ไม่ใช่” อันนี้เขาเรียกว่าไม่ใช่สติ ไม่ใช่สติปัฏฐาน ไม่เป็นไปเพื่อเข้าสู่องค์มรรค ...แต่อย่างนี้เรียกว่ามิจฉาสติ คือรู้แล้วออกไป

รู้ว่าคิด “เอ๊ะ มันคิดเรื่องอะไร” แล้วก็ดูความคิดไปเรื่อยๆๆ อย่างนี้ เขาเรียกว่ารู้ออกไป ...แต่ถ้ารู้ว่าคิด เห็นมั้ย มันมีสองอาการ หนึ่งคิด สองรู้ ใช่ป่าว

เหมือนกับ “นั่ง” เป็นหนึ่งอาการ แล้วรู้ว่านั่ง มีสองอาการใช่มั้ย ...ทำไมจะต้องไปอยู่ที่กาย แล้วทำไมจะต้องไปอยู่ที่ความคิด ...ท่านให้กลับมาอยู่ที่รู้ อยู่ที่ใจรู้..รู้ใจ นี่ นี่คือเป้าหมายของสติ

เพราะนั้นถ้ากลับมาอยู่ที่รู้ ในรู้มีอะไร มีอะไรหือ...เออ ไม่มีอะไร ...นั่นแหละปัญหามันจะจบตรงรู้ เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้าอยู่ตรงคิดน่ะ ปัญหาไม่จบ กังวล สงสัย ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่

เดี๋ยวก็มีสัญญาขึ้นมาอีก...ก็ไม่รู้ ก็คิดไปตามสัญญา เดี๋ยวมีคำพูดคนนั้นคนนี้มาอีก...ก็ไม่รู้ ก็ไปตามความคิดคำพูดนี้ มีแต่เรื่องราวต่อเนื่องๆ ออกไป ...มันยิ่งห่างใจรู้ออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

จะปฏิบัติสายไหน อาจารย์องค์ไหน ก็ผิดหมด เพราะครูบาอาจารย์ท่านไม่เคยสอนให้ออกไปเลย ไม่ว่าสายไหน ...มีแต่พวกเราเองนี่แหละ มันออกไปเอง

ไอ้ที่เถียงกัน ทะเลาะกันน่ะ มันอยู่ตรงเนี้ย เนี่ยๆๆๆ จะเอาถูกเอาผิดกันอยู่อย่างนี้ ...แต่ต่างคนต่างไม่เคยรู้ใจเลย ไม่เคยกลับมาอยู่ที่ใจเลย

เพราะนั้น ถ้าทุกคนกลับมาอยู่ตรงนี้ที่ใจนี่ ไม่มีปัญหาทะเลาะกันเลย เข้าใจมั้ย ... สงสัย...รู้ มันก็รู้เดียวกับนั่งรู้ ยืนรู้ ...เนี่ย ทำไมถึงบอกให้รู้บ่อยๆ

เมื่อรู้บ่อยๆ แล้ว...ไอ้ตัวรู้ใจรู้นี่มันจะปรากฏชัดขึ้น ...เมื่อมันปรากฏชัดขึ้น มันก็จะอยู่ได้ด้วยสัมปชัญญะ ตัวมันก็จะมีสัมปชัญญะ...คืออยู่ได้นานขึ้น อยู่ข้างในนี้

แล้วก็กาย...กายนี่ เดินก็เดินไป แล้วก็มีรู้อยู่ข้างใน มันก็เห็นอาการโดยรอบ อยู่อย่างนี้แล้วเห็นแล้วเป็นยังไง ...มันก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เอาแน่เอานอนไม่ได้ ควบคุมไม่ได้

ไม่อยากฟังก็มีเสียงน่ะ ควบคุมไม่ได้ อยากให้มันเป็นเสียงนี้ เป็นเสียงดี มันก็เป็นเสียงไม่ดีอีกแล้ว ...เห็นมั้ย ถ้ามีรู้อยู่นะ จะเห็นเลยว่า มันแล่นไปแล่นมา

แต่ถ้าสติขาดปั๊บ...รู้หาย ปึ้บ มีแต่เสียง มีแต่เรื่อง มีแต่ความคิด...นี่แปลว่าหลง พอหลงปุ๊บ ไอ้ความคิด ไอ้เสียง ไอ้ความเห็นพวกนี้...มันก็กลายเป็นของเรา เนี่ย 

มันกลายเป็นความเห็นของเรา มันกลายเป็นว่ากายนี้เป็นของเรา มันกลายเป็นว่าเรื่องราวนี้เป็นของเรา ความจำนี้เป็นของเรา ...เห็นมั้ย พอรู้หายนะ ไม่มีสตินะ มันเป็นเราหมดเลย

แต่ เออ พอไปสักพัก มันเริ่มกังวล เริ่มหนัก เริ่มเครียด...สติเกิด เออ มันรู้เว้ย ชักเครียด มันรู้แล้ว ...พอรู้ปุ๊บมันจะแยกเป็นสองอาการทันที

เมื่อสติเข้าไปหยั่งลงปุ๊บนี่ มันสองอาการเลย เครียด...แล้วก็รู้ ...พอเครียดแล้วรู้ มันถอนออกมาเป็นสิ่งที่ถูกรู้กับรู้ ใช่มั้ย ความเครียดกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เราเครียดแล้วนะ มันกลายเป็นเครียดกับรู้

พอถึงตรงนี้ สังเกตดูสิ ด้วยความแยบคาย...มี “เรา” ตรงไหน ...แน่ะ เห็นมั้ย เนี่ย มันถอดถอนสักกายออกในขณะที่สติหยั่งลงไปแล้วในขณะหนึ่ง

แต่ด้วยความที่ยังไม่ขาดจากสักกาย มันรู้ได้แป๊บเดียว เดี๋ยวมันเข้าไปปนกันอีก...หลง โมหะจิต พาออกไปผูกพันกับความคิดต่อ ...ใจรู้หายแล้ว สติหายแล้ว หลงแล้ว ไหลแล้ว

ก็ไปๆๆๆ สักพักหนึ่งรู้อีก ...แต่คราวนี้ว่ามันไม่ตั้งมั่นอยู่ที่ตรงนี้น่ะ เข้าใจมั้ย มันไม่ตั้งมั่นอยู่ที่ใจรู้ เพราะมันก็รู้น่ะ แต่รู้ไปเรื่อยเปื่อย ...ไม่เข้าใจน่ะ ไม่เข้าใจ แล้วก็ไหลออกไปอีก

แล้วก็บอกว่าทำไมไม่ได้ผล ...ก็มันทำไม่เป็น เข้าใจมั้ย มันไม่เข้าใจ มันไม่ได้อยู่ที่ใจ มันไปอยู่ที่เรื่องราว มันไปอยู่ที่อาการ...รู้อาการแล้วก็ไปอยู่กับอาการ ก็แล้วแต่อาการมันจะพาขึ้นพาลง

แล้วไอ้ใจรู้ของเรากลายเป็นใจหลง ...เมื่อเป็นใจหลงปุ๊บ มันก็เหมือนกับควายน่ะถูกสนตะพายน่ะ ดึงไป อาการพวกนี้ ความคิดความเห็นของเรานี่ มันจะดึงเราออกไป

ไปไหน พาไปไหน ...พาไปฆ่า ไปเป็นทุกข์ ไปสงสัยลังเลอย่างนั้นอย่างนี้ ไปวิตกวิจารณ์แล้วก็เกิดอกุศลจิต ตำหนิคนนั้น ตำหนิคนนี้ ว่าคนนั้น ว่าคนนี้ หาพรรคหาพวก

เอ้า คนไหนคุยกันรู้เรื่อง คอเดียวกัน ความเห็นเดียวกัน เอากันใหญ่ ...ไม่มีใครรู้ใจเลย ในขณะที่นั่งคุยนั่งเมาท์ นั่งถกปัญหาธรรมะกันเนี่ย ยิ่งห่างไกลธรรมะ

เพราะธรรมอยู่ที่ใจ อยู่ที่เหตุ...เหตุอยู่ตรงนี้ ...ต่อให้นั่งสมาธิครึ่งวัน สอง-สามชั่วโมง เอ้า สงบๆ มีแต่สงบๆๆ ก็แค่สงบ ...มีใจรู้มั้ย มีใครที่ให้มึงนั่ง มันรู้มั้ยว่าใครให้มึงนั่งอยู่น่ะ

มันรู้มั้ยว่าใครกำลังสงบอยู่น่ะ มีแต่ “กูสงบ” กูสงบแล้วก็หาย สงบหายอีกแล้ว สงบกูหายอีกแล้ว ...ถามว่า “ใคร” ให้มึงนั่งล่ะ มึงยังไม่รู้เลย

แล้วก็เอาความสงบ เอาปฏิกิริยาอาการที่ตัวกระทำนี่ มาเป็นอาวุธทิ่มแทงผู้อื่นว่าวิถีกูถูก ...มันยังไม่รู้เลยใครให้มึงนั่ง ใครน่ะสงบ มีแต่กูสงบและก็กูกำลังนั่ง ...แต่ไม่มีว่า สงบ แล้วก็รู้ว่าสงบ

ทำไปจนตายก็ผิด ยิ่งออกยิ่งไกล ...เพราะนั้นทำไมมันถึงมีแต่มานะกับทิฏฐิมากขึ้น แทนที่มันจะละวางจางคลายความหมายมั่นในที่ทั้งปวง แม้แต่ว่าความเห็นของตัวเอง

พอคิดอะไรขึ้นมากระโดดงับเหมือนปลางับเหยื่อ กินหมด ถูกมันตวัดขึ้นไปลงหม้อแกงหมดน่ะ ...แล้วก็เอาน้ำร้อนมาราดกันน่ะ เนี่ย ปากเนี่ยปาก มันเหมือนเผากัน 

ใจมันเผาก่อน แล้วไม่รู้ มันก็ออกมาทางปาก ปากเผา แล้วก็พาให้เกิดกระบวนการมากมายก่ายกอง ...แล้วก็สงสัย แล้วก็ขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งถูกแบ่งผิด แบ่งครูบาอาจารย์ 

จนถึงกับแบ่งธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอันนั้นใช่ อันนี้ไม่ใช่ เนี่ย...พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้แบ่งเลย พระพุทธเจ้าสอนว่าสงบ สันติ ...ใจรู้ตรงนี้มันมีอะไร ถ้าอยู่ตรงรู้นี่ มันมีแต่สันติกับสงบ

ถ้าโลดแล่นออกมาหาเรื่องเจ็บตัว แล้วทำให้คนอื่นเจ็บตัว ...เบียดเบียนตัวเองโดยความคิดยังไม่พอ ยังเอาความคิดของตัวเองไปเบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ว่าจรรโลงศาสนา

เรากลับมองว่ามันเป็นการทำให้ศาสนานี้กระทบกระเทือนด้วยซ้ำ ถ้ายังทะเลาะกันไม่รู้จักจบสิ้น
...ถ้าทุกคนต่างน้อมกลับมาว่า เออ คิดก็รู้ นั่งก็รู้ มีความเห็นก็รู้...มันจะจบได้ที่รู้ตรงนี้ ใจรู้ตรงนี้ของทุกคนเลย

พอมาอยู่ที่รู้แล้ว เดี๋ยวมันก็หมดเองน่ะความเห็น การออกไปหาถูกผิด เดี๋ยวมันก็หยุดออกไปหาเองน่ะ ...มีแต่รู้ ไม่เห็นมีอะไร ...นอกนั้นเป็นอะไร นอกนั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

นี่ มีอะไร เถียงกันทำไม เอาขี้มาไล่ปากันทำไม มันขยะทั้งนั้นน่ะ แล้วก็อ้างว่าเป็นธรรม ...ถึงแม้จะเป็นธรรม เราก็เรียกว่าสังขารธรรม หรือไม่ว่าเป็นสังขารธรรม เอ้า ก็ว่าเป็นแค่สังขารจิต

ขึ้นชื่อว่าสังขาร...มันก็แปลว่าความปรุงแต่ง ...แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร อวิชชาปัจจยาอะไร ...เออ สังขารา  สังขาราปัจจยาอะไร...วิญญาณ  วิญญาณปัจจยาอะไร...นามรูป

นามรูปปัจจยาอะไร...สฬายตนะ  สฬายตนะปัจจยาอะไร...ผัสสะ  ผัสสะปัจจยาอะไร...เวทนา  เวทนาปัจจยาอะไร...ตัณหาอุปาทาน ตัณหาอุปาทานปัจจยาอะไร...ภพและชาติ

ภพชาติปัจจยาอะไร...ชรา พยาธิ มรณะโสกะ ปริเทวะ โทมนัส อุปายาส ...นี่ ต้นตอของมันจากความปรุงแต่ง...เรียกว่าอวิชชาปัจจยาสังขารา

แล้วพอสังขาราออกมาปั๊บ เนี่ย กระโดดงับทันที...ว่านี่เป็นธรรม นี่ไม่ใช่ธรรมเราบอกว่าผิดหมดแหละ ถ้าเข้าไปจับด้วยความไม่รู้

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าให้มีสติระลึกรู้ แล้วให้เห็นว่ามันเป็นแค่...หนึ่งอาการแล้วก็หนึ่งรู้ ...นี่ คือสติปัฏฐาน 

ไม่รู้ อาจารย์ไหนสอนยังไงไม่รู้ ...เราสอนอย่างนี้ เราอธิบายอย่างนี้ เราไม่ทะเลาะกับใคร เราไม่เคยบอกว่าถูก เราไม่เคยบอกว่าผิด แต่ให้มันแยกออกทุกสภาวธรรม เป็นสองอาการ

ไม่ว่ามันจะดีเด่ขนาดไหน ไม่ว่ามันจะละเอียดประณีตขนาดไหน ไม่ว่ามันจะผ่องใส ไม่ว่ามันจะมืดมิดก็ตาม ...พอมีสติลงไปหยั่ง มันจะแยกออกเป็นอาการทันที ใช่ไหม


ผ่องใส อ่ะ ตอนแรกก็หูย ใจเราผ่องใส อิ่ม ยิ้มแป้นเลย ตื่น ผ่องใส ...พอมีสติหยั่งลงไปที่ผ่องใส ระลึกรู้ เอ๊ะ ผ่องใสกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แล้วมีรู้อีกหนึ่งปรากฏ


(ต่อแทร็ก 2/32  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น