วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 2/33 (3)


พระอาจารย์
2/33 (530925B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กันยายน 2553
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 2/33  ช่วง 2 

โยม –  มันเริ่มค่อยๆ เคลียร์ทีละนิดๆ น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  แล้วมันจะถอยห่างไกลออกมาจากอาการ แม้แต่อาการภายนอกของกาย รูปและนามเราเอง จะปล่อยให้เขาเป็นไปโดยอิสระของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเองของเขา

ไม่มีเราเป็นผู้เสวย ไม่มีเราเป็นผู้กระทำ มันจะคลายออกหมด ทิ้งหมด ...แล้วใจมันจะค่อยๆ เหลาตัวมันเอง 

เพราะนั้นตัวญาณทัสสนะ หรือญาณวิมุติทัสสนะ หรือการเข้าไปหยั่งรู้ด้วยสติสัมปชัญญะที่เป็นกลางนี่ มันเหมือนกล้วยที่ออกเครือ

กล้วยถ้าออกปลีออกเครือเมื่อไหร่ มันแปลว่ากล้วยนั้นตาย  ถ้ามันออกผลเมื่อไหร่ แปลว่ากล้วยนั้นตาย

เพราะนั้นตัวญาณทัสสนะนี่ การเข้าไปรู้เฉยๆ รู้เห็นกับอาการในใจอย่างนี้ มันจะเข้าไปทำลายความเป็นใจ จนถึงที่สุดของใจ มันจะเข้าไปสู่อนันตสุญญตา หรือว่าความดับหยดสุดท้ายโดยสิ้นเชิง

ถ้าถึงดับครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ จิตเกิดดับครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หมายความว่าจิตดวงนั้น มันจะหยุดการปรุงแต่งทันที ใจมันจะหยุดการปรุงแต่งภายในทันที

หมายความว่าความปรุงแต่งภายใน...หมด หมดความปรุงแต่งภายใน คืออวิชชา ดับ ขาด ...จิตจะเข้าสู่ภาวะดับโดยสิ้นเชิง มันจะเหลือแต่ใจรู้ล้วนๆ

ที่เราบอกเหลือเป็นแค่น้ำเปล่า เหลือแต่อาการนั้นอาการเดียว ใจรู้อย่างเดียว จะไม่มีอาการเกิดดับในใจ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะไม่มีอะไร

แต่ว่าการดับของใจ จะดับไปจริงๆ อีกทีหนึ่งต่อเมื่อขันธ์ห้าดับ ดับพั้บใจดับทันที...หมายถึงใจรู้ ...อันนี้ไม่ใช่อวิชชาดับนะ อวิชชามันดับไปก่อนแล้ว ที่หยดสุดท้ายนั่น ท่านเรียกว่านิพพาน

อาสวักขยญาณตัวนั้น สุดท้ายนั่น เขาเรียกว่านิพพานที่เป็นนิโรธ คือความดับโดยสิ้นเชิงของอวิชชานะ ...แต่ว่าภาวะใจยังปรากฏอยู่อย่างนั้นน่ะ อยู่กับขันธ์น่ะ ต่างคนต่างอยู่ แยกกัน

เหมือนเรานั่งดูเขาเล่นหนังอย่างนี้ sad movie , happy ending หรือจะเป็น tragedy อะไรก็ตาม ช่างหัวมัน ...ไม่เกี่ยวแล้ว คนดู นั่งดู อมยิ้มแผ่อยู่อย่างนั้นแหละ

หนังปิดฉาก เก็บโรง พั้บ คนนั่งลุกออกจากโรง จบพร้อมกัน ...ตรงนั้นถึงจะเรียกว่าเข้าสู่อนันตมหาสุญญตา นั่นคือความดับโดยสิ้นเชิง

แล้วก็ถามว่าดับแล้วไปไหน บางคนมันชอบถามว่าดับแล้วไปไหน ...กูจะไปรู้มึงเหรอ (หัวเราะ) ดับแล้วไปอยู่ไหน เออ ไอ้บ้า

เหมือนกับเราจุดไม้ขีดขึ้นมา แล้วก็ดับ ...ถามว่าไฟไปไหน ...ดับมันก็ดับ มาถามว่าไฟไปอยู่ไหน จะไปรู้เรอะ มันดับแล้ว คือไม่กลับมาอีกแล้ว

ไม่มีใจ ไม่มีใจเข้ามาแสวงหามหาภูตรูป ๔ ดินน้ำไฟลม มารวมตัวกันอีก ...จะไม่หานามที่เป็นการจุติในอารมณ์ ในภพที่เป็นรูปภพหรืออรูปภพ

เพราะนั้นต้นตอคือใจนี่เอง ขณะที่ว่าใจรู้ รู้ๆๆๆ อยู่นี่ ...มันก็ยังไม่ใช่รู้บริสุทธิ์ มันยังเป็นรู้ที่มีอีแอบอยู่ มันยังมีรู้ที่เจือปนอยู่ในนั้น มันยังมีตะกอน คืออาสวะ

อาสวะก็มีง่ายๆ ทิฏฐิสวะ เป็นความเห็น กามาสวะ คือความอยากใคร่ในรูปกับนาม นี่กามาสวะ ภวาสวะคือการทะยานไปจับ อยู่ภายในนั้นแหละ

ตัวนั้นแหละคือรากเหง้าของอวิชชา แล้วสุดท้ายของมันคืออวิชชาสวะ คือความไม่รู้ไม่เห็นอาการพวกนี้อยู่ภายในนั้น เพราะนั้นตัวพวกนี้จะไม่เรียกว่ากิเลส

กิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ มันไม่เหมือนกันนะ มันจะไม่เหมือนกันเลย ...ตรงนี้มันเป็นต้นตอของกิเลสอีกทีหนึ่ง เป็นต้น ต้นจิต ต้นใจ ต้นของอาการ ต้นของสังขาร

เพราะนั้นพวกราคะ โทสะ โมหะ มันจะต้องเกิดจากอาการตรึก...ตรึก จาก "นี้" ออกมาแล้วมันตรึก ...แล้วเมื่อตรึกแล้วมันจะเอาสังขาร เอาขันธ์นี่มาปรุง

เหมือนตำส้มน่ะ เข้าใจมั้ย ตำส้มนี่ถ้ามีแต่มะละกอก็ไม่เรียกว่าตำส้ม เอ้ามีมะละกอตำเข้าไป ก็ยังไม่เรียกว่าส้มตำ ...มันต้องมีเครื่องปรุงปุ๊บ ออกมา “อร่อยว่ะ” “เอ๊อะ ไม่ได้เรื่องเลย” เนี่ย

นี่เริ่มแรกเกิดจากการตรึกจะกินส้มตำก่อน คือตรึก แล้วก็มีอาการเข้ามาผสมกัน จึงจะเกิดราคะ โทสะ โมหะ ยินดียินร้าย 

นี่เรียกว่ากิเลสภายนอก ซึ่งเกิดมาจากกิเลสภายใน ...ซึ่งไม่ใช่กิเลสต้นตอของมันคืออวิชชา

แต่พอมาถึงจุดนี้เราจะถอยกลับ เข้าใจมั้ย การปฏิบัติธรรมนี่เป็นการทวนกลับ ถอยกลับเข้ามาสู่ที่ตั้ง ว่าใคร ใครมันอยากกินส้มตำ

เพราะนั้นไม่ต้องไปทำลายครก ไม่ต้องไปทำลายอาการหรืออารมณ์ ...ไอ้ตัวอยากนี่ ไอ้ตัวใครนี่อยากกิน นั่นแหละ กลับมาตรงนั้นน่ะ มันจะทวนกลับมาที่ต้นตอ

พระพุทธเจ้าบอกสอนให้ดับที่เหตุนะ ท่านไม่ได้สอนให้ดับที่ปลายเหตุ เพราะนั้นจะถอยกลับเข้ามา

เพราะนั้นพอถึงตรงนี้ปุ๊บนี่ ไอ้พวกส้มตำในครก สากกะเบือ มันก็คือสิ่งหนึ่ง...ไม่ได้เป็นกิเลสหรือไม่ใช่กิเลส เข้าใจมั้ย มันเป็นแค่อาการแล้ว อารมณ์ก็มีไป ทำไป ก็ทำไป

เข้าใจคำว่า “สักแต่ว่า” มั้ย มันก็ทำไปงั้นแหละ อารมณ์ก็มีอย่างนั้นแหละ ยินดีก็มี งึๆๆ ยินร้ายก็ งึๆๆ แค่นั้นแหละ ไม่ได้อะไรกับมันมากมายก่ายกองหรอก ...แต่ไม่ใช่มันไม่มีอะไรนะ


โยม –  มันก็มี แต่บางทีมันก็ยังเข้าไปตัดสิน

พระอาจารย์ –  นั่นอันนั้นแหละ อุปาทานนิดๆ หน่อยๆ ก็คอยขัดคอยล้าง ด้วยการรู้..ถอนๆๆ


โยม –  แค่รู้ แล้วมันทำเองหมดเลย

พระอาจารย์ –  ในการรู้คือการละอยู่แล้ว ...บางคนถามจะวางยังไง ก็กูไม่ได้สอนให้วาง


โยม –  มันวางเอง

พระอาจารย์ –  เออ จิตมันรู้แล้วมันวางเอง แค่จิตรู้...นี่วางเอง ...ไม่ได้สอนว่าวางยังไงน่ะ ไม่ได้เคยสอนให้ทำด้วยวิธีการวางเลยนะ เราไม่เคยสอนวิธีการวางนะ

แต่สอนวิธีให้จิตรู้ต่างหาก...สติรู้ พอรู้ขึ้นปุ๊บ มันรู้ปุ๊บมันปล่อยแล้ว จิตมันปล่อยเอง แต่ถ้าไม่ปล่อยก็รู้ว่าไม่ปล่อย เพราะมันยังไม่ถึง...ปัญญาไม่ถึง

มันยังไม่ยอม มันยังหนา มันยัง...คือแรกเรากำไว้อย่างนี้ (แสดงอาการมือกำแน่น) ...พอรู้ๆๆ เฮ้ยๆ กำโว้ยๆ  มันก็...กูจะกำน่ะ เข้าใจรึเปล่า จนกว่า...พอรู้จะกำ เออ ปล่อยเลย

แต่แรกๆ มันยังมีแรงที่เขาเรียกว่าปฏิกิริยาต่อเนื่อง ยังตอบสนอง ยังมีอาการรัดรึงอยู่ ...เหมือนเราผูกเชือก เงื่อนน่ะ ดันผูกเงื่อนพิรอดสักสิบรอบอย่างนี้ เข้าใจมั้ย 

กว่าจะแก้ออกน่ะ ...ไม่ใช่ว่ารู้ครั้งเดียวแล้วมันจะคลายออกเมื่อไหร่ ...รู้บ่อยๆ แล้วมันจะค่อยๆ คลายออก

หลังๆ เวลาเราผูก เราก็ไปผูกแค่เงื่อนผูกรองเท้าน่ะ เข้าใจป่าว กระตุกทีเดียว พั้บเลย หลุดง่ายแล้ว กูจะไปผูกเป็นเงื่อนพิรอดทำไม เสียเวลา ...นี่ มันฉลาดขึ้นแล้ว จิตฉลาดขึ้น

แต่ไอ้ความไม่รู้ของเรานี่ มันไม่ได้ผูกเงื่อนพิรอดเงื่อนเดียว มันผูกสามทบสี่ทบในเรื่องนั้นๆ น่ะ ...เช่น ลูกของกู ผัวของกู เมียของกู พ่อของกู แม่ของกู อะไรๆ ของกู

อะไรหนักๆ อันนี้หลายเงื่อนเลยน่ะ ผูกแบบข้ามภพข้ามชาติเลย  คู่รักบางคู่นี่มันอธิษฐาน เจอกันไม่รู้จักจบสิ้นน่ะ ...ดูมันสิ มันผูกกันแค่ชาตินี้ไม่พอ ตายอีกขอให้มาเจอกันอีก ได้ลูกได้เต้ากันอีก อะไรอย่างนี้ 

คือมันตั้งอกตั้งใจผูกกันจัง พอเวลาจะละ ตั้งใจมาละแล้ว ละยาก ...แล้วก็บ่นว่าทำไมละยาก มันไม่คลายออกสักที ...ก็มึงไปผูกเองน่ะ จะไปโทษใครล่ะ 

พอละยาก ละไม่ออก ก็หาว่าอาจารย์สอนผิด (หัวเราะกัน) อาจารย์องค์นี้ผิด อาจารย์องค์นี้ถูกกว่า อาจารย์องค์นี้ใช่ องค์นี้ไม่ใช่ ...เนี่ยๆๆ เข้าใจมั้ย 

อย่างพวกที่กลับไปนั่น เขาจะมีปัญหา...เรื่องอาจารย์ เรื่องคำสอน ...จริงๆ ครูบาอาจารย์ไม่ได้สอนเพื่อให้มาแบ่งแยกอะไร แต่คนฟังนี่มันชอบหาเรื่อง หาเรื่องให้มันแตกแยกมากขึ้น เพื่อจะเอาความถูกต้อง

แล้วมันมีความภูมิใจว่ากูถูก แล้วก็เข้ามาตรงแล้ว คนอื่นผิดหมด กูถูกคนเดียว อะไรประมาณนั้นน่ะ แบ่งกันเข้าไป

หารู้ไม่ว่าถูกเขาหลอก ไม่ใช่คนอื่นหลอก ใจเราน่ะหลอก ด้วยสังขาร ความคิดความเห็น ทิฏฐิสวะ ความเห็นก็เป็นอาสวะหนึ่ง

เพราะนั้นความเห็นที่ตรงที่สุด หรือว่าสัมมาทิฏฐิที่ตรงที่สุดคือ...ไม่มีความเห็น ...ดูดิ นั่งนี่ ต้นไม้ อากาศ เราไม่มีความเห็นกับมัน มันมีทุกข์มั้ย เราเป็นทุกข์กับมัน เห็นมั้ยๆ

แต่พอเราว่า...เอ๊ะ ทำไมมันเล็กวะต้นนี้ ทำไมมันไม่เท่ากันวะ เห็นมั้ย ...แต่พอเราไม่พูดถึง แล้วเราอยู่กับมันนี่ เห็นมั้ย ไม่มีทุกข์มีร้อนอะไรกับมันเลย

แต่พอพูดแล้วมีจิตเข้าไปตรึก เห็นมั้ย เข้าไปตรึก เพ่งอยู่ในอาการหนึ่งของลักษณะของสังขารขันธ์ที่ปรุงขึ้นมาปุ๊บ ทำไมต้นนี้มันไม่เท่ากับต้นนั้นวะ เออ เห็นมั้ย เป็นสุขเป็นทุกข์เกิดขึ้นแล้ว

ทั้งๆ ที่ว่าเขาอยู่มาก่อนเราเกิดมานั่งอีก ก็ยังไม่เห็นเป็นทุกข์เลย เขาไม่ได้เคยมาบีบมาคั้นอะไรเราเลย เห็นมั้ย เพราะเราไปตั้งความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมา นี่เรียกว่าทิฏฐิสวะ

เพราะนั้นถ้าจะออกจากทุกข์ ต้องละทิฏฐิทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีถูกและไม่มีผิด ไม่มีทิฏฐิเลย ต่อใดๆ ทั้งโลก ทั้งอนันตาจักรวาล มีแต่รู้ แค่นั้นเอง

แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นอิสระของมันเอง เป็นอิสระ เป็นธรรมชาติของมัน ...เพราะนั้น จะมีธรรมชาติอยู่สองสิ่ง ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป นั่นเรียกว่าธรรมชาติของไตรลักษณ์

กับอีกธรรมชาติหนึ่งคือรู้ อยู่คู่กัน แค่นั้นเอง ...ไม่มี “เรา” ตรงไหนเลย ไม่มี “ของเรา” ตรงไหนเลย เนี่ย จิตที่เข้าไปเห็น ปัญญามันจะแยกออกโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ 


(ต่อแทร็ก 2/33  ช่วง 4)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น