วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 2/18 (2)


พระอาจารย์
2/18 (530815B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 2/18  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เข้าใจคำว่าดับโดยสิ้นเชิงมั้ยล่ะ คือหมายความว่ามันตายสนิทน่ะ มันจะไม่มีอาการหืออือน่ะ จิตมันก็หยุดอาการ หยุด...หยุดอาการดิ้นน่ะ หยุดอาการขยับเกิด-ดับๆๆ 

ไม่มีเกิด-ดับแล้ว พราะมันไม่มีแรงอะไรให้มาเกิด-ดับ ...อาการเกิด-ดับคือการผลักออกมา เข้าใจมั้ย แล้วรู้ทันก็ดับๆๆ อย่างนี้ ถ้าไม่มีออกมามันไม่ดับหรอก

เพราะนั้นก็จนไม่มีอะไรออกมา จนให้มันไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับแล้ว ...จิตมันก็จะเป็นอิสระ คือใจน่ะ ใจก็เป็นใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว หมดจด หมดสิ้นแล้ว หมดอาการ

หรือท่านเรียกว่าเป็นอกริยาแล้ว เป็นอกรรมแล้ว เป็นจิตที่เขาเรียกว่า วิสังขาร คือไม่กอปรด้วยสังขารปรุงแต่งแล้ว ...ตรงนั้นน่ะถึงจะหมด

แล้วพอถึงตรงนั้นเองนี่ ไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์แล้ว มันจะรู้ด้วยตัวเองว่า มันไม่มีที่ไปไหนแล้ว ...แล้วพอถึงจุดนั้นปั๊บนี่ ใจนี่ ภาวะของใจ มันจะเปิด เปิดออกแบบไม่มีประมาณ

มันไม่ใช่อยู่ตรงนี้แล้ว มันจะไม่ใช่มารวมที่ศูนย์กลาง เพราะไอ้ที่มันมารวมอยู่ได้นี่ เพราะว่ามันมีตัวที่ครอบหรือว่าดึงให้มันมารวมกัน เป็นใจที่ใสที่บริสุทธิ์ 

ที่มันเห็นว่าเป็นใจตั้งรวมอยู่ตรงนั้น มันรวมด้วยอำนาจของอวิชชา ให้เป็นภพปัจจุบัน ...แต่พอภาวะของอวิชชาตัณหาดับสนิทมอดจนสิ้นเชิงเมื่อไหร่ปั๊บ อาการรวมกันพวกนี้ก็หมดปุ๊บเลย 

ออกมาเป็นใจที่ไม่มีสัณฐาน ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีประมาณ ไม่มีนอกไม่มีใน ไม่มีว่าอยู่ตรงไหน กลายเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งหมด ...พอถึงจุดนั้นก็หมด ไม่มีงานให้ทำแล้ว ไม่รู้จะหางานอะไรมาทำ งานในใจนะ

มันดูเหมือนไม่มีความรู้อะไร แล้วมันจะไม่ได้ผลเป็นกอบเป็นกำอย่างที่เราเข้าใจ แต่มันจะค่อยๆ เรียนรู้ไป แบบค่อยๆ ซึมซาบ เหมือนออสโมซิสน่ะ ไม่ใช่ไปจับมาเป็นคำๆ แล้วก็กินแล้วก็อิ่ม เข้าใจมั้ย

เพราะนั้นอย่าไปโลภ อย่างที่คนเขาเล่าว่าเขาได้อย่างนั้นเขาเห็นอย่างนี้ หรือเขาเป็นอย่างนั้นเขาเป็นอย่างนี้ พวกนั้นมันเป็นแค่อาการหมดแหละ

จริงๆ การรับรู้นี่ มันเป็นการสำเหนียกศึกษา ค่อยๆ เรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อย  เวลาปล่อย วาง จาง คลาย มันจะค่อยๆ จางคลาย จนบางทีเราไม่ค่อยรู้ตัวเลยว่ามันวาง มันเบา มันจางไปยังไง 

แต่มันจะมีความรู้สึกว่าอะไรๆ มันง่ายขึ้น  การใช้ชีวิต การดำเนินชีวิต การสัมผัสสัมพันธ์อะไรๆ ที่เคยมีปัญหามันก็น้อย เบา โล่ง ไม่ค่อยติด ไม่ข้อง 

มันจะค่อยๆ ละวาง จาง โดยที่เราไม่รู้ว่าเราละอะไร เราวางยังไง ...แต่จิตเขาละเขาวาง จากการที่เห็นซ้ำซาก รู้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ

อย่ากลัวว่าเห็นแล้วจะไม่ได้อะไร รู้แล้วเท่าเก่า ...มันจะมีการเรียนรู้ตรงนั้น ในที่อันเดียว 

อย่าไปหาที่อื่น อย่าไปกระทำให้มากกว่านี้ ...มันเกิน ถ้าทำอะไรน่ะมันเกินทั้งนั้นแหละ ความรู้อะไรก็เกิน ...ไม่ต้องรู้อะไรแล้ว ให้เห็นอย่างเดียวน่ะแหละ เห็นโดยที่ไม่ต้องรู้น่ะ 

แค่เห็น เท่าที่มันรู้ก็รู้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องหา ไม่ต้องเข้าใจ ...รู้อย่างเดียว เกิดขึ้นก็รู้ เกิดขึ้นแล้วรู้ๆ อย่างนั้นน่ะ รู้เมื่อไหร่ มันแยกออกมา แค่รู้แล้วก็เห็นๆ อย่างนี้ตั้งอยู่ สิ่งนี้ตั้งอยู่

ทำไมถึงว่ารู้และเห็น ...เพราะว่าถ้าไม่รู้ไม่เห็น อาการที่เข้าไปอยู่กับมัน ...มันจะเข้าไปอยู่ด้วยอุปาทาน เพราะนั้นกายวาจาจิตของเรานี่มันจะกระทำกับขันธ์อย่างนี้ คือมีขันธ์ห้า แล้วก็มีอุปทานขันธ์ห้า 

พอเรารู้ปั๊บ มันจะแยกอุปาทานขันธ์ออกมา เป็นรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ...เพราะนั้นไอ้สิ่งที่ถูกรู้จะเป็นขันธ์ทันที แต่ว่าพอรู้ไปสักพักหนึ่งแล้ว มัน...หนับ มันมีแรงดึงดูดเข้ามาอีกแล้ว 

ตอนเข้ามานี่ไม่รู้ตัวนะ มันหลงๆ ...พอหลงปั๊บ ไม่รู้ตัว เข้ามาจับ ปั๊บ เป็นอุปาทานขันธ์ ในอารมณ์ ในรูปในนามปั๊บ แล้วมันก็พาไปเกิด โทสะ โมหะ โลภะ ปั๊บ ...อ้าว ทุกข์ 

พอทุกข์บีบคั้นๆ บีบคั้นปุ๊บ สติเกิด รู้ แยกออก ...เข้าอีก แยกออก เข้าใจมั้ย รู้อีก เป็นสิ่งที่ถูกรู้...รู้ ...ขณะที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้นี่ อุปาทานไม่มีนะ เริ่มไม่มี เริ่มจาง เริ่มน้อยลงแล้ว 

แต่มันยังมีแรงดึงดูดอยู่ เหมือนแม่เหล็ก มันมีกระแส ...เพราะว่ามันมีแรงน่ะ มันแรง ความหมายมั่นน่ะมันยังแรงอยู่  เพราะนั้นเวลาทวนออกมานี่ด้วยสติ มันถึงทุกข์ไง ถึงอึดอัด 

มันอึดอัด เพราะมันจะดึงเข้า แต่เราดึงออก มันจะเข้า...แต่เราออก อย่างเนี้ย ...ก็อยู่ด้วยความเป็นปกติ คือรู้เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร  อาการขันธ์จะไปๆ มาๆ ดิ้นไปดิ้นมา 

แต่มันมักจะอดไม่ได้ พอดิ้นแล้วพั้บ เราจะเข้าไปรวม แล้วก็ไป พามันไป นี่ ...ก็จนกว่าจะแยกออก แยกอุปาทานขันธ์...ออกจากขันธ์ห้า  

ขันธ์ห้าคือขันธ์ห้า ขันธ์ห้าไม่มีอะไรหรอกนอกจากขันธ์ห้า มันเป็นอย่างนั้นน่ะ มันต้องเป็นอย่างนั้น มันก็เกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็แปรปรวน แล้วมันก็เปลี่ยนไป แล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็ต่อเนื่อง

เหมือนกับร่างกายของเรานี่ มันก็เติบโตต่อเนื่องมาจนถึงอายุขนาดนี้ มันไม่ดับ เห็นมั้ย มันต่อเนื่อง เลี่ยงไม่ได้ แก้ไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ ...มันเป็นอย่างนี้ 

หน้าตาก็ต้องเป็นอย่างนี้ เค้าโครงก็ต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป ผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงต่อไป ผู้ชายก็เป็นผู้ชายต่อไป ...แม้แต่เราเกิดมายังเลือกไม่ได้เลยว่าจะเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย ใช่มั้ย

มันถูกบังคับมา มันถูกกำหนดมา ด้วยเหตุและปัจจัยอยู่แล้ว เลี่ยงไม่ได้ แล้วมันก็จะเปลี่ยนไป ดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของมันเอง เราไม่ต้องยุ่งๆ มันก็จะแยก ...เออ ปล่อยให้เป็นเรื่องของขันธ์ห้าไป

สติจึงเป็นตัวที่รู้...แล้วก็แยกรูปออกจากรู้ แยกนามออกจากรู้  เพราะนั้นสตินี่คือคล้ายๆ กับตัวเดียวกับใจน่ะแหละ นะ ...แต่จริงๆ สติก็คืออาการหนึ่งของใจ 

การระลึกรู้นี่ คืออาการที่มันแนบอยู่กับใจ ก็เหมือนกับตัวรู้อย่างหนึ่ง ก็เหมือนกับผู้รู้อย่างนึง ก็เหมือนกับใจอย่างนึง ...แต่มันเป็นอาการ เบื้องต้นยังเป็นอาการ

จนกว่ามันจะแยกขาดโดยสิ้นเชิง มันจึงรู้เป็นใจ ใจรู้ๆ ใจรู้อยู่กับขันธ์ ใจรู้อยู่เฉยๆ อยู่ปกติกับขันธ์ ตอนนี้ถือว่าอยู่ใน...เขาเรียกว่าอยู่ในขั้นตอนนึงแล้ว มันจะไม่เข้าไปเกลือกกลั้วกับขันธ์โดยเต็มๆ

ของพวกเรานี่ คือถ้าเผลอเมื่อไหร่กูจับน่ะ ...แต่ว่าถ้าถึงระดับนั้นแล้วมันไม่เผลอ มันจะมีเหตุปัจจัยเท่านั้นที่จะเข้าไปจับ...ตามเหตุปัจจัย บางเหตุปัจจัยเท่านั้นที่ยังเข้าไปจับ 

แต่โดยทั่วไปแล้วไม่จับ เข้าใจมั้ย ...นี่คือมันตามขั้นตอน แล้วมันก็จะเข้าไปตามเหตุปัจจัย ก็ไปเรียนรู้ตอนเหตุปัจจัยซึ่งเข้าไปจับ ...ทำไมกูถึงจับ มันก็เรียนรู้ตรงนั้น 

ต่อไปมันก็จะเข้าใจว่าไม่มีอะไรให้จับ มันก็จะปล่อย ...อยู่อย่างนั้น จนใจออกมาเป็นปกติอยู่อย่างนี้...ภาวะใจ จากนั้นก็คอยชำระ 

ตอนนั้นเหลือแต่การชำระ เป็นอาการของธรรมชาติของใจล้วนๆ น่ะ เป็นการศึกษาธรรมชาติของใจล้วนๆ ไม่ได้ศึกษาโดยบัญญัติหรือสมมุติ ...คือมันนอกภาษาบัญญัติสมมุติแล้ว 

เกิดดับนี่ถามว่ามันคืออะไร มันแปลว่าอะไร มันหมายความว่ายังไง ...ไม่มีอ่ะ จะเอาคำพูดอะไรไปพูด ไปอธิบาย ไปเนมมิ่ง มีนนิ่งมันไม่ได้แล้ว มันเป็นอาการของมันจริงๆ อย่างนั้น 

ถึงเรียกว่าเข้าไปเริ่มศึกษาธรรมชาติของใจล้วนๆ ...ในขณะที่ศึกษานี่ ด้วยญาณทัสสนะนั้นน่ะ หรือปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นด้วยความเป็นกลางอยู่ตรงจุดนั้นน่ะ 

มันเข้าไปพร้อมกับทำลาย...ทำลายตัวของมันเอง ทำลายความเข้าใจผิดในตัวของมันเอง ทำลายความหมายมั่นในตัวของมันเอง ...เหมือนกับกล้วยออกเครือน่ะ

เคยเห็นกล้วยมั้ย เวลามันออกปลีแปลว่ากล้วยนั้นต้องตาย ใช่ป่าว เหมือนลูกฆ่าแม่น่ะ เพราะนั้นตัวญาณทัสสนะ สุดท้ายมันจะเข้าทำลายตัวของมันเอง เข้ามาทำลายจุดที่ก่อกำเนิดของใจนั่นเอง 

ท่านถึงเรียกว่าจิตของพระอรหันต์เหมือนกล้วยที่ออกเครือ คือถ้าได้ออกลูกมากินผลเมื่อไหร่นี่ ต้นมันต้องตายน่ะ ...เหมือนกัน มันจะทำลายตัวของมันเอง ทำลายที่ตั้งของภพปัจจุบัน

เพราะอาการที่เกิดนี่อยู่บนภพปัจจุบันนะ เกิดดับๆ ...มันยังมีที่ตั้งอยู่นะ มันยังมีที่ตั้งของอวิชชา มันมีที่ตั้งของอาการของใจ ของความผ่องใส ถึงไม่เกิดไม่ดับมันก็ผ่องใสอย่างนั้น

ความผ่องใสน่ะ ในความผ่องใสน่ะ จะไปเห็นความเกิดดับนี่ไม่ใช่ง่ายนะนั่นน่ะ ...มีแต่อาสวักขยญาณอย่างเดียว หรือว่าญาณของพระอริยะขั้นอนาคาขึ้นไปถึงจะเห็น...ในความผ่องใสนั้นมีความเกิดดับ

แต่ตรงนั้นที่ท่านเข้ามาเห็นใจที่ผ่องใสนี่ ไม่มีการประกอบกระทำใดๆ ทั้งสิ้น  ก็อยู่อย่างนั้นน่ะ จนกว่าญาณจะเข้าไปสอดแทรกชำระ หรือว่าเห็นถึงความเกิดดับภายในความผ่องใส 

นี่ เหมือนยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีก ต้องเป็นความละเอียดประณีตขั้นสูงสุด

ถ้าพวกเรานี่เห็นความว่างยังไม่เห็นเลยว่ามันดับตรงไหนวะ มีความสุขมันดับตรงไหนวะ จิตมันสบาย เนี่ย หรือจะว่าของพวกเรา...แค่ทุกข์ยังไม่ทันเลย หลงก็ยังไม่รู้เลย เห็นมั้ย 

เพราะนั้นมันต้องไต่ระดับขึ้นมา ไต่ระดับขึ้นมา ... กำลังของสติ กำลังของสัมปชัญญะ การรู้ชัดเห็นชัด รู้แจ้งเห็นจริง มันจะเริ่มละเอียด ละเอียดขึ้น

จนหยุดในหยุดน่ะ หยุดในหยุดจริงๆ ถึงจะเห็นความเป็นจริงปรากฏขึ้นแต่ละครั้งๆ ...แต่ละครั้งนี่ต้องหยุดในหยุด ไม่ใช่ระหว่างวิ่ง กำลังหา กำลังควาน แล้วจะเห็นความจริง

ไม่เห็นนะ ...คลาดเคลื่อนหมดแหละ คลาดเคลื่อนหมดแล้ว ปนเปื้อนหมดแล้ว ปนเปื้อนด้วยโลภะปนเปื้อนด้วยโมหะ ปนเปื้อนด้วยโทสะ ...มีอาการปนเปื้อนหมด ถ้าเคลื่อนเลื่อนออกมา

แต่ถ้าหยุด อยู่ ปุ๊บ ยังไงก็ยังงั้น ตรง...เริ่มตรง ... ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด และประณีตขึ้นมา ต้องหยุด สงบสันติอยู่ในปัจจุบันแค่นั้น 

ไม่ว่าปัจจุบันนั้นจะเป็นยังไง จะหยาบก็ตาม จะดูไม่ดีก็ตาม  จะเลวร้ายก็ตาม จะดีที่สุดก็ตาม หรือประณีตก็ตาม ...หยุดอยู่ตรงนั้น จึงจะเห็นความเป็นจริง

เมื่อเห็นความเป็นจริงแล้ว มันจะยอมรับความเป็นจริง ...เมื่อยอมรับความเป็นจริงแล้ว จึงจะละความเป็นจริงในนั้น เห็นว่าไม่มีอะไรในนั้น

มันหยุดเพื่อเห็นว่าไม่มีอะไร สุดท้ายแล้วมันไม่มีอะไร ...มันเป็นแค่อิมเมจ มันเป็นแค่เงา มันเป็นแค่สิ่งที่จิตมันลวง สร้างมโนภาพ หรือรูปารมณ์ หรือนามารมณ์พวกนี้ขึ้นมาเท่านั้นเอง ...สุดท้ายมันไม่มีอะไร

เหมือนหมาที่คาบเนื้อแล้วไปชะโงกดูเงาของมันเองน่ะ แล้วมันสำคัญว่านั่นน่ะเป็นของจริง ...มันแค่นั้นเอง มันก็คิดว่าเนื้อชิ้นนั้นดี ใหญ่กว่า มันก็คายชิ้นเนื้อของมันทิ้งไป

นั่นน่ะ จิตของเรามันสร้างเงา หรือสร้างมโน หรือว่าอารมณ์ หรือว่าธัมมารมณ์ หรือว่าภพ ขึ้นมา เข้าใจมั้ยว่ามันเป็นที่ตั้ง ที่หมาย ขึ้นมา

ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ดูเข้าไปจริงๆ ด้วยสติสัมปชัญญะหรือญาณทัสสนะแล้ว จะเห็นว่าไอ้ภพหรือที่ตั้งที่หมายนี่ มันเป็นของลวง 

ไม่มีจริงหรอก...ไม่มี ไม่สามารถไปยืนอยู่ ...มันหลอกกันเอง แล้วก็คิดว่ามันเข้าไปเสวย เป็นจริงเป็นจังได้เอง

เมื่อมันเห็นอย่างนั้น ภพนั้นก็ถูกทำลายไป ความหมายมั่นในอารมณ์นั้นก็ถูกละ ถอนออก 

ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะละเอียดหรือดีขนาดไหน มันก็ถอนออกจากการเข้าไปตั้งอยู่กับอารมณ์นั้น ความรู้สึกนั้น ความหมายนั้น ...อันนี้ขั้นละเอียดลงไปนะ จึงจะเป็นอย่างนี้

แต่ตอนแรกของพวกเราคือ เข้าไปเท่าทัน  อาการที่อยู่กับอะไร ต้องรู้ อยู่กับอะไรก็รู้ ทุกข์กับอะไรก็รู้ ทุกข์กับหูก็รู้ ทุกข์กับตาก็รู้ ทุกข์กับใจก็รู้ ทุกข์กับความคิดก็รู้ รู้เฉยๆ รู้เฉยๆ ไม่ต้องแก้

ไม่แก้ไม่หนี หน้าด้านหน้าทน ลูกเดียว เฉยๆ แค่นั้นน่ะ ใครจะว่ายังไงก็หน้าด้านหน้าทน เป็นยังไงก็เป็น ยังไม่ดีกว่านี้ มันไม่ดีก็ไม่ดี ดีก็ดี เออ มันติดก็ติด ติดมากก็รู้ว่าติดมาก ติดน้อยก็รู้ว่าติดน้อย

ใครจะมาบอกว่าวิธีการยังไงให้ละความติดได้ อย่าเชื่อ ...ไม่ฟัง กูจะรู้อย่างเดียวว่ากูกำลังติดอยู่ ดูเข้าไป โง่เข้าไว้ รู้โง่ๆ เข้าไว้ 

อย่าไปฉลาดเกิน ไปหมายมั่นในอนาคตในอดีตในความเห็นของผู้อื่น ในความคิดของคนอื่น ในตำราบ้าง ในที่เราเคยคิดมาก่อนเคยคาดมาก่อน ...มันเป็นของหลอกเราทั้งนั้น 

ยอมรับตามความเป็นจริง เห็นความเป็นจริง...แล้วจึงละความเป็นจริง


(ต่อแทร็ก 2/19)



วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 2/18 (1)


พระอาจารย์
2/18 (530815B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์บทความเป็น 2 ช่วงค่ะ)

พระอาจารย์ –  ฟังแล้วพอจะเข้าใจไหม

โยม –  ก็เข้าใจเรื่องความคิด ก็ต้องสังเกตยินดียินร้ายเยอะขึ้นนิดนึง

พระอาจารย์ –  อย่าไปให้ความสำคัญกับอารมณ์ หรือว่าเวทนาความรู้สึกมาก  เมื่อเรามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น แล้วเรารู้ใช่ไหม แล้วเรายินดีมั้ย กับยินร้ายมั้ย ...มันจะกลับมาที่ต้นมากขึ้น

อย่าไปส่งไปจดจ่ออยู่กับอารมณ์อย่างเดียว แล้วก็จะไปดูว่าเมื่อไหร่มันจะดับ เข้าใจมั้ย ...ให้ดูว่าเฉยๆ แล้วถ้ามันไม่เฉยเพราะอะไร เพราะยินดีหรือยินร้าย ตรงนั้นมันจะถอยกลับเข้ามา

ไม่งั้นถ้าเราดูในลักษณะที่ดูเพื่อจะให้เห็นว่าเมื่อไหร่มันจะดับ ให้ทันความดับไปของมันน่ะ ตรงนั้นน่ะเพ่ง มีการเพ่ง ...ออก ส่งออกแล้วนะ มันไม่กลับมารู้อยู่ตรงนี้

แต่ว่าจุดที่มันจะรู้ที่ต้นคือยินดียินร้าย มันเกิดขึ้นแล้วเป็นยังไง เฉยๆ รู้เฉยๆ เห็นมั้ย เกิดขึ้นแล้วรู้เฉยๆ นี่ เกิดขึ้นแล้วไม่เฉยๆ ยินดี-ยินร้าย ...มันอยู่ตรงนี้ เข้าใจมั้ย  

แต่ถ้าไม่สังเกตตรงนี้ปุ๊บ มันจะไปใส่ใจตรงนั้นเลย ...จะส่งออกไปรู้ รู้ออกไป เขาเรียกว่ารู้ออกไป แล้วก็จะไปคอยจับดูว่า อ่ะ จะให้ทันความดับของมัน จะให้เห็นไตรลักษณ์ที่ดับไปของมัน 

เพราะนั้นว่า ถ้าอย่างนี้เขาเรียกว่า ดูเงาของจิต...ไปอยู่ตรงนั้นน่ะ ไปอยู่กับอาการ ไปคอยดูอาการ เข้าใจมั้ย  ...มันก็ดับไปของมันเองอยู่แล้วน่ะ ไม่ต้องยุ่งกับมันหรอก

แต่ในลักษณะที่รู้ รู้ว่ามีอาการนี่เกิด ชั่งหัวมันๆ คอยสังเกตตรงยินดี-ยินร้าย  ต้องกลับมาดู...เฉยๆ หรือปกติ หรือเออ เห็นแล้วธรรมดา ชั่งมัน หรือเห็นแล้วไม่ธรรมดา หงุดหงิดรำคาญกับอาการ กับอารมณ์ตรงนี้ เข้าใจมั้ย

เพราะอารมณ์นี่เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ ให้มองให้เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องปกติ เข้าใจมั้ย ...เป็นธรรมชาติของขันธ์ มันต้องมี ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่มีอารมณ์ ไม่มีมนุษย์ แม้แต่พระอริยะ ที่ไม่มีอารมณ์ ...ไม่มี

นอกจากฤาษี หรือพวกอรูปพรหม อย่างเช่น อาฬารดาบส อุทกดาบส เนี่ย จิตท่านว่าง ไม่มีอารมณ์เลย ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความหมายมั่น ไม่มีความเห็น ...คือไม่มีอะไร ไปอยู่กับอรูป เข้าใจมั้ย

แต่ถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หรือแม้แต่พระอริยะ พระอรหันต์ ท่านมีธรรมชาติของขันธ์ปกตินะ มี รู้สึก เห็น ชอบ-ไม่ชอบ สวย-ไม่สวย พอใจ-ไม่พอใจ ...ท่านมี เข้าใจมั้ย ไม่ใช่ไม่มีนะ 

แต่ว่าท่านไม่เข้าไปยินดี-ยินร้ายกับอาการที่รับรู้นั้น หรือว่าเวทนานั้นๆ เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดนะ เจ็บนะ...มี ไม่ใช่ว่าท่านไม่ทุกข์ไม่สุขกับไอ้พวกนี้ ท่านรับรู้ในอาการที่เป็นทุกข์ ...แต่ท่านไม่ต่อเนื่อง 

ท่านไม่คิดว่าเมื่อไหร่ ยังไง แล้วเมื่อไหร่จะหายหรือไม่หาย ...ท่านจะอยู่กับทุกข์ของปัจจุบัน แค่นั้นแหละ ด้วยจิตที่เป็นกลางๆ ไม่ไปหมายมั่นในอดีตในอนาคต

แต่เวลาพวกเราพอเริ่มดูจิต เราชอบจะให้มันดับน่ะ ชอบจะให้มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นน่ะ 

ตรงนั้นน่ะ เป็นจุดบกพร่อง เป็นจุดที่เราเข้าไปเลือกขันธ์น่ะ เลือกเอาไอ้ตรงที่อทุกขมสุขมน่ะ...มันเป็นเวทนาหนึ่งนะ มันเป็นอารมณ์หนึ่งนะ แล้วเราชอบ เราเลือก ดูแล้วจะต้องได้ผลอันนั้น

แต่ถ้าเราไม่เลือก ยังไงก็ได้ ...คราวนี้ว่ามันเพ่นพ่านเลยแหละ ...แล้วก็ไม่ต้องไปเป็นทุกข์ ก็มองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา 

เมื่อเรามองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นเมื่อไหร่ หรือว่าเป็นกลางมากขึ้นปุ๊บ อาการที่มันเพ่นพ่านๆ พวกนี้ มันจะอยู่ในกรอบ ในความเป็นสมดุลของมันเอง


โยม –  แต่ก็ยังเพ่นพ่านไปมา

พระอาจารย์ –   ใช่ๆ มันเป็นอย่างนั้นแหละ ...อย่าไปคิดว่ามันจะดีขึ้นหรืออะไรมากขึ้น ...เพียงแต่ว่าจิตมันจะตั้งมั่น นะ มีความตั้งมั่นอยู่ภายใน มีความสงบอยู่ภายใน อยู่ตลอดเลย

คือความเป็นปกติน่ะ ความเป็นปกติจริงๆ คือความสงบอย่างหนึ่งนะ ...แต่เป็นความสงบที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำขึ้นมา มันเป็นความสงบของมันโดยธรรมชาติของใจน่ะ 

ใจรู้ปกตินั่นคือความสงบที่ตั้งมั่น ...ไม่ใช่สงบแบบดำดิ่งหายไปอย่างนั้น...ไม่ใช่  อันนั้นทำขึ้นมา มันเป็นสมถะ

แต่ว่าความสงบมันจะมีอยู่ตลอดเวลาเลย คือความเป็นปกติ ในฐานความเป็นปกติ ...ตรงนั้นเรียกว่าจิตตั้งมั่น เป็นผลของสมาธิ เป็นผลของสัมมาสมาธิ จะตั้งมั่นอยู่ภายใน 

แต่อาการตรงนี้ที่ส่ายแส่ๆ ไปมาๆ จะขึ้นจะลง ...ไม่เกี่ยว ก็ปล่อยเป็นเรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา

ตัวที่จะมายึดโยงกันนี่คือตัวเรากับอัตตา...สักกาย ที่จะจับมาเป็น ...เออ ของเรา ของเขา ได้-ไม่ได้ ถูก-ผิด ควร-ไม่ควร ใช่-ไม่ใช่ ชอบ-ไม่ชอบ 

เนี่ย ทีนี้เกิดอาการยินดี-ยินร้ายเข้ามา เกิดเป็นอุปาทานทุกข์ อุปาทานสุขขึ้น

สติตอนแรกๆ เราก็ต้องเจริญขึ้น แต่หลังๆ นี่สติมันคือแค่การเท่าทัน ...พอมันถึงเข้าขั้นเท่าทันนะ มันไม่สนใจแล้ว ในการจะต้องรู้อะไร หรือจะต้องเห็นอะไร คือพูดง่ายๆ มีก็เหมือนไม่มีน่ะ ไม่มีก็เหมือนมี

คือจะไม่ไปยุ่งแล้ว ไม่ไปคอยระวังว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นวะ...ไม่สน  มันจะปล่อยเลย มันจะเป็นอะไรก็ชั่ง ปล่อยเลย แต่มันจะเกิดสติขึ้นต่อเมื่อ...มันจำเท่านั้น 

ตรงนั้นน่ะที่เรียกว่าสัมมาสติ มันจะเกิดของมันเอง เมื่อเกิดอุปาทาน พั่บๆ อยู่ตรงนั้น

แต่ถ้าไม่มีอะไร มันไม่เกิดหรอก มันก็ใช้ชีวิตตามปกตินั่นแหละ มันเป็นปกติๆ มันก็อยู่ในฐานความเป็นปกติ ไม่คุม ไม่ค่อยยินดี-ยินร้ายกับอะไร อยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่พอเริ่มจะยินดี-ยินร้าย พั่บๆ มันจะพั่บอยู่อย่างนั้น ...แต่ถ้าไม่มีอะไรมันก็ใช้ชีวิตธรรมดา แล้วก็ไม่ต้องไปใส่ใจในการที่จะต้องรู้ว่ากำลังทำอะไร เห็นอะไร มีอะไรปรากฏขึ้น มันจะไม่อย่างนั้นแล้ว

แต่ว่าเบื้องต้น...ไม่ได้  ถ้าเบื้องต้นอย่างนั้นน่ะไหลลูกเดียวเลย ไหลลูกเดียวเลย จะไปฟังแล้วจับเอาไปทำอย่างนั้นไม่ได้ นี่ ปล่อยไม่ได้ ... เบื้องต้นเราจะต้องเจริญสติปัฏฐานก่อน

ตอนนี้จิตไปอยู่ตรงไหน มันเผลอมันเพลิน หรือมันไม่เผลอไม่เพลิน มันอยู่กับทุกข์ส่วนไหนของกาย ของเวทนา ของจิต หรือของธรรม มันหลงไปอยู่ตรงไหน มันไปผูกอยู่ตรงไหน

อย่างบางทีก็รู้ออก อ้อ ตอนนี้อยู่กับอารมณ์ อ้อ ตอนนี้ไปทุกข์กับกาย ตอนนี้ไปทุกข์กับเรื่องคนอื่น ตอนนี้ไปทุกข์กับตา ทุกข์กับรูป กับเสียง กับกลิ่น หรือมีสุขกับรูปกับเสียงกับกลิ่น

นี่ ให้ดูว่ามันหลงแล้วมันไปคาอยู่ตรงไหน ...สติมันต้องไปเท่าทันตรงนั้น เจริญขึ้นมา จนมันต่อเนื่องๆ เป็นสัมปชัญญะ เห็นเป็นสัมปชัญญะ

พอเห็นเป็นสัมปชัญญะปุ๊บ มันก็จะเห็นอาการปกติ ท่ามกลางความส่ายแส่ เห็นความปกติท่ามกลางความวุ่นวาย เห็นความปกติในท่ามกลางกระแสของทุกข์ของสุข ...มันจะมีตัวปกติที่แทรกอยู่ตรงนั้น

ตรงนั้นแหละ ถ้าเห็นปกติอยู่ในท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง หรือว่าเป็นปกติอยู่ เห็นปกติอยู่ท่ามกลางอาการหรืออารมณ์ที่มันวุ่นวี่วุ่นวายนี่ เรียกว่าเริ่มเข้าใจแล้ว เริ่ม...เริ่มเห็นครรลองของมรรค

เพราะมันจะมีได้ตลอดเวลา...มีได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งพายุร้ายโหมกระหน่ำขนาดไหน มันก็มีความปกติอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ว่ามันจะปกติได้ต่อเมื่อเรียบง่าย เป็นกลาง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ไม่ใช่

ก็ต้องทำต่อไป ก็ต้องเจริญต่อไป จนกว่ามันจะเห็นความเป็นปกติได้ในทุกเหตุการณ์ สถานที่ และเวลา จึงเรียกว่าเป็น อกาลิโก ...ถ้านั้นล่ะถึงเรียกว่าครรลองของมรรคที่แท้จริง ไม่เลือก เป็นกลาง

แต่ถ้ายังสติตั้งมั่นหรือว่าสติเห็นได้เฉพาะอาการอย่างนี้ ไม่มีอะไรแล้วมันเห็นชัดอยู่ได้ ...ยังไม่พอ 

เวลาเราสับสนวุ่นวาย เวลาเรากำลังขุ่นกำลังเจออะไรแรงๆ แล้ว ...ต้องเห็นความเป็นปกติตรงนั้นด้วย ถึงจะเรียกว่ารู้รอบเห็นรอบ นะ

มันจึงจะเริ่มแยกออกจากโลกธรรม ...แล้วก็เห็นโลกธรรมนั้นเป็นของว่างเปล่า เป็นแค่อาการๆ เหมือนแดดออก ฝนตก แค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ หรือว่าเรื่องถูกเรื่องผิดอะไร

ไม่มีว่าฝนตกถูก หรือว่าฝนหยุดผิด แดดออกผิด แดดร่มถูก อย่างเนี้ย ...มันถูกตรงไหน มันผิดตรงไหน มันจะไม่มีแล้ว มันจะไม่มี ...ก็เห็นเป็นธรรมดาๆ แล้วก็เป็นปกติ

เพราะนั้น ความปกติก็จะอยู่ในทุกกาลเวลาสถานที่ ...ปัญญาก็เริ่มเข้าไปเข้าใจความหมายของคำว่า อกาลิโกมากขึ้น ไม่อ้างกาลเวลาแล้ว ไม่อ้างว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ก่อนแล้ว 

ไม่มีว่าต้องอย่างนี้ ต้องสร้างปัจจัยนี่ก่อน ต้องประกอบเหตุนี้ก่อน...ไม่เอาแล้ว ไม่เกี่ยวแล้ว  มันสามารถรู้เห็นเป็นปกติได้ มีความธรรมดาได้ในทุกกาลเวลา สถานที่และบุคคล

ไม่ว่าจะอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะอยู่กับคนร้อยคน หมื่นคน  ไม่ว่าจะกระทำอากัปกริยาใด ไม่ว่าจะอยู่ในความคิดความเห็น กิจกรรมการงานใดๆ อะไรก็ตาม มันสามารถจะรู้ปกติได้ในทุกสิ่งที่ล้อมรอบเรา

จิตจะเริ่มมั่นคงมากขึ้น ตั้งมั่นมากขึ้น ไม่หวั่นไหวมากขึ้น ไม่โอนอ่อนผ่อนตามอาการที่เร้า รอบ รุมล้อมรอบตัวเรา 

จิตมันก็จะทะลุเข้าไปอยู่ภายในเรื่อยๆ เข้าไปคว้าน...สติสัมปชัญญะหรือญาณก็จะไปคอยสังเกตเหตุปัจจัยเบื้องต้นหรือเหตุแรกของการเกิดขึ้น

สติก็จะแนบเข้าไปที่ใจ อยู่ชิดติดกับใจเลยแหละ เป็นสติอยู่ที่ใจ เป็นฐาน เป็นสติแรก เป็นจุดแรกของการก่อเกิด แล้วก็ดับลงในขณะแรกที่มันเกิด

เพราะนั้น จากนั้นมันจะเป็นการรู้ปัจจุบันแล้วก็ละปัจจุบัน รู้ปัจจุบันแล้วก็ละปัจจุบันทันที  มันไม่มีการเกิดขึ้นได้เลย มันไม่มีการต่อเนื่องขึ้นมาเลย ...ตรงนั้นถึงจะเรียกว่าเข้าไปชำระอาสวะภายใน 

เพราะอาการที่มันขยับออกมา อาการที่มันจะผลักออกมา คือมันผลักออกมา มันดันออกมา ด้วยอาการ...แรงของความหมายมั่นของอาสวะหรืออวิชชา มันจะผลักออกมาเป็นสังขารา

แต่เราเท่าทันอาการที่มันยังไม่ทันเป็นสังขารา...มันแค่เห็นอาการขยับ พั้บๆ ในปัจจุบันนั้นดับ ...เพราะนั้นมันทำให้กำลังของอวิชชานี่ ค่อยๆ อ่อนลงไปๆ อ่อนลงไป

เหมือนเสือที่กินเหยื่อ แล้วเรามีเสืออยู่ข้างในตัวหนึ่ง ...ถ้ามันได้ออกมากินอาหารบ่อยๆ เสือมันไม่ตาย 

การที่เสือในใจของเราออกมากินอาหารบ่อยๆ คือออกมากินรูป กินเสียง กินรส กินสัมผัส กินอารมณ์ กินความรู้สึกต่างๆ นานา แล้วเกิดเป็นการยินดี-ยินร้าย ...นี่คือภักษาหารของเสือ

แต่ถ้ามันออกมาแล้วเราไม่ไปกินกับมัน ไม่ให้มันไปกิน หรือมันไม่ทันได้ไปกิน...เราก็เห็นเท่าทันแล้ว 

นี่ เสือตัวนี้ มันจะอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ เหี่ยวไป แห้งไป เหือดแห้งไป กำลังก็น้อยลงไป  จนถึงขั้นว่าผอมโซ เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แล้วก็ตาย...สุดท้ายก็ตาย

การละอวิชชา คือละในลักษณะนั้น ....คือเท่าทันอาการแรกของจิตนี่ก่อน ด้วยสัมมาสติ ... พอขึ้นชื่อว่าสัมมาสติแล้วมันเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้แล้ว 

คือไม่มีวิธีการมากกว่านี้แล้ว ไม่มีวิธีพิเศษ ไม่มีวิธีลัด ไม่มีอะไรจะตรงยิ่งกว่านี้แล้ว ...ใครจะมาบอกว่าอันนี้ดีกว่าอันนั้นดีกว่า ถ้าคนที่เข้าใจภาวะนี้โดยชัดเจนนะ มันจะบอกว่า ไอ้ขี้จุ๊ ไอ้พวกนี้ขี้จุ๊หมดเลย 

แต่มันไม่ไปทะเลาะกับเขานะ มันจะรู้โดยใจของตนเอง แล้วก็รู้เป็นกลางๆ ฟังก็ฟังเป็นกลางๆ ...แต่มันจะตั้งมั่น มั่นคงอยู่ตรงนี้ ...เพราะมันเป็นจุดเดียว

พูดง่ายๆ กูถอยไม่ได้แล้ว ไม่มีที่ให้ถอยแล้ว เพราะมันถอยมาจนสุดแล้ว ตรงนี้คือจุดแรกแล้ว มันรู้ด้วยใจเลย ต่อนี้ไปไม่มีอะไรอีกแล้ว หาอีกก็ไม่เจอ ออกไปก็ไม่เจอ ...มันอยู่ตรงนี้แหละ มันมีอยู่ที่เดียวนะ

เห็นมั้ย มันจึงรู้ที่เดียวละที่เดียว ในที่อันเดียว ละในที่อันเดียว อยู่อย่างนั้น ซ้ำซากอยู่ตรงนั้น ถึงจุดนั้นแล้วนี่...เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น 

คำว่าเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นคือ...จนกว่ามันหมดอาการ


(ต่อแทร็ก 2/18  ช่วง 2)