วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 2/17 (2)


พระอาจารย์
2/17 (530815A)
15 สิงหาคม 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 2/17 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ถ้ากลับมา แม้แต่รู้ว่ามันมีอารมณ์ รู้ว่าเป็นทุกข์ ...รู้เฉยๆ รู้เฉยๆ จนกว่ามันจะเป็นไตรลักษณ์ของมันเอง อย่างนี้ แล้วก็กลับคืนสู่ปกติ

แล้วเริ่มใหม่ ดูไปใหม่ คอยเท่าทันใหม่ ...สติมันจะพัฒนาตัวของมันเองขึ้นมาเรื่อยๆ มันจะย้อนกลับเข้ามา ย้อนกลับเข้ามาที่จุดเริ่มต้นของการเกิดอุปาทานขันธ์ ...

ไม่ใช่การเกิดของรูปนามนะ รูปนามนี่มันเกิดมาตั้งแต่ก่อนเราจะรู้ความอีก มันมีมาตั้งแต่เรายังไม่มีสติสัมปชัญญะเลย มันก็ดำเนินไปของมันอยู่แล้ว ใช่มั้ย

ห้าหกขวบ เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว สติก็ไม่มี ปัญญาก็ไม่เกิด ขันธ์มันก็ยังดำเนินได้ ใช่ป่าว ...ความคิดความปรุงแต่งมันก็ดำเนินของมันตามปกติ 

ทั้งๆ ที่เราไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ไม่ได้เจตนา หรือจงใจอะไรกับมัน ...มันก็ดำเนินของมันไปตามครรลองของขันธ์

แต่ตอนนี้พอเราเริ่มรู้เดียงสา ปั๊บ เราใช้ขันธ์ไม่เป็นแล้ว ...เราเริ่มเข้าไปบงการขันธ์ ด้วยอุปาทาน อุปาทานจะเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามค่านิยม ตามความเห็นความคิดที่มันอยู่ภายใน

มันเริ่มผูกพันกับขันธ์ เอาขันธ์เป็นเรื่องของเรา ...พากายเดินไปก็ว่ากายของเราเดิน เราพามันไปกินก็ว่าเรากิน เราพามันฟังเพลง เราก็บอกว่าเรามีความสุขมีความสบาย เห็นมั้ย


โยม –  ตรงที่รู้แล้วมียินดียินร้าย ก็คือรู้ซ้ำไปอีกที ใช่มั้ยครับ

พระอาจารย์ –  ก็รู้ว่ายินดี ก็รู้ว่ายินร้าย ...รู้เฉยๆ นะ ไม่ต้องไปดับ 

เพราะนั้นถ้าเรารู้เฉยๆ ได้บ่อยๆ ปุ๊บ มันจะหยุด ...หยุดอะไร หยุดการกระทำ หยุดการเข้าไปยุ่งกับขันธ์ และก็หยุดที่จะเข้าไปปรับปรุงหรือว่าแทรกแซงขันธ์ห้า แค่นั้นเอง มันจะหยุด

เมื่อหยุดเมื่อไหร่ปั๊บ ขันธ์ก็จะเป็นอิสระในระดับหนึ่ง คือเขาจะเป็นอิสระในการดำเนินไป ...คือจะดั่งใจหรือไม่ดั่งใจก็ต้องทนแล้ว ต้องทน เพราะเราเคยชิน เพราะเราจัดการมามากมาย

ตั้งแต่จำความได้ก็ยุ่งกับกายกับจิตตลอด จิตคิดอย่างนี้ก็ไม่ได้ จิตไม่คิดอย่างนี้ก็ต้องให้มันคิดอย่างนี้ จะทำอะไรอย่างนั้นก็ต้องใช้ความคิดต้องใช้ความเห็นเข้าไป

เราเลยให้ค่ากับความคิดความเห็นความจำ แล้วเข้าใจว่าต้องมีอย่างนี้ๆๆ ต้องทำตามความคิดอย่างนี้ๆๆ จึงจะได้ผล แล้วก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ...แต่ว่ามันคุ้นเคย เข้าใจมั้ย

เพราะนั้นกิเลส มันคือความคุ้นเคย ท่านเรียกว่าเป็นอนุสัย คุ้นเคย ...มันไม่ใช่คุ้นเคยมาเดี๋ยวนี้หรือชาตินี้ มันนับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว

มันคุ้นเคยที่ว่าต้องอาศัยความคิด ต้องอาศัยความจำ ต้องอาศัยอารมณ์ ทำอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนั้น ทำอย่างนั้นแล้วต้องได้อย่างนี้

นี่ไม่ต้องบอกเลย ...ทุกคนมันมีความรู้สึกอย่างนี้กันทุกคนเลย เป็นประจำของจิตปุถุชน

พอมาเริ่มปฏิบัติ พอเรามาเริ่มปฏิบัติเราก็คิดว่า...ทำอย่างนั้นแล้วน่าจะได้ผลอย่างนี้ ถ้าเราดูอย่างนี้แล้วมันจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเราวางจิตอย่างนี้แล้วมันจะเป็นอย่างนี้

นี่ มันยังมีเป้าหมายเล็กๆ ลึกๆ อยู่นะ ดูแล้วเพื่ออะไร ดูแล้วจิตจะเป็นยังไง ถ้าไม่ดูแล้วจิตจะเป็นยังไง อย่างเงี้ย เข้าใจมั้ย ...แต่จริงๆ ไม่ใช่นะ...สติ

สติไม่ใช่เป็นผู้จัดการ สติไม่ใช่เป็นเจ้าของ สติเป็นเพียงยาม เหมือนยาม เหมือนยามรักษาการณ์น่ะ ทำหน้าที่ยาม ใครไปใครมาตอกบัตรรู้ เข้า-ออก ไม่ต้องไปยุ่งอะไร กับเขา ไม่ต้องไปยุ่งๆ


โยม –  แล้วถ้าใช้ความคิดช่วยว่าเป็นอนัตตา อันนี้จึงเป็นการใส่แรงเข้าไป

พระอาจารย์ –  ถูกต้อง ...เพราะนั้นไม่ต้องคิด ไม่พิจารณาอะไรทั้งสิ้นเลย...โดยความจงใจนะ  ...แต่ถ้ามันคิดเอง เรื่องของมัน


โยม –  อ๋อ ถ้ามันคิดต่อไปว่าเป็นอนัตตา ก็เรื่องของมัน

พระอาจารย์ –  เรื่องของมัน ถ้ามันคิดเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจคิดนี่ ...เพราะว่ามันต้องมี ความคิดพวกนี้มันมีอยู่แล้ว นะ แต่ว่ามันมีแบบของมันเอง


โยม –  บางทีเราไปสอนมันไว้ตอนก่อนหน้านี้

พระอาจารย์ –  เออ มันจะขึ้นมา มันจะขึ้นมาของมันอย่างนั้น เป็นสังขารธรรม ...ก็ชั่งมัน  แต่ว่าอย่าไปจงใจคิดต่อ หรือว่าต้องคิดจึงจะเห็นอนัตตา หรือว่าต้องคิดจึงจะเห็นอนิจจัง

ไม่เกี่ยวหรอก ไม่เกี่ยว จิตเขารู้ด้วยปัจจัตตัง ...แล้วการรับรู้ของจิต การรับรู้ของสติ หรือปัญญาที่เขาเห็นนี่ เขาเห็นในรูปแบบของปรมัตถ์

ปรมัตถ์คือไม่ได้เห็นในรูปแบบของสมมุติและบัญญัติ คือรู้แบบไม่มีความหมายน่ะ มันเห็นแบบไม่มีความหมายหรือว่าเรียกว่าอะไร อนิจจังก็ไม่มี ทุกขังก็ไม่มี อนัตตาก็ไม่มี บอกให้เลย


โยม –  ไม่มี

พระอาจารย์ –  ไม่มีเลย ไม่มีภาษา มันจะรู้แบบไม่มีภาษา ...อ๋อๆ เห็น เห็นอย่างนี้ แค่รู้แค่เห็นอย่างนี้ เนี่ย เขาเกิดความเข้าใจแล้วนะ ด้วยปัจจัตตังแล้วนะ  

เพราะนั้นเวลาปัจจัตตังนี่ เวลาเห็น...อ๋อ นี่ ปุ๊บ ไม่รู้มัน อ๋อ อะไร บอกให้เลย “เข้าใจแล้ว” เข้าใจอะไรวะ บางทียังไม่รู้เลยเข้าใจอะไร มันเข้าใจในตัวของมันเอง

บทมันจะวาง บทมันจะปล่อย มันปล่อยของมันเองเลย ...พอปล่อยแล้ว อื๋อ ปล่อยได้ยังไงวะ บางทียังสงสัยอีกนะ ทำยังไงถึงปล่อยวะเนี่ย ธรรมดาเคยจับเคยทำ เอ๊ะ อยู่ดีๆ คราวนี้ทำไมมันผ่านไปได้

อย่าไปสงสัย อย่าไปหาที่มาที่ไป อยากจะว่าถ้าเข้าใจแล้วคราวหน้ามันเกิดแล้วเราจะได้ปล่อยได้อีก อย่างนี้ เข้าใจมั้ย ...ชั่งมัน ยึดคือยึด ติดคือติด รู้อย่างเดียวๆ อะไรเกิดขึ้นก็ได้ รู้ไปเหอะ รู้เฉยๆ

บอกแล้วเป็นยาม อย่าไปเป็นผู้จัดการ อย่าไปเป็นเจ้าของบริษัท เข้าใจว่ากายนี่เป็นบริษัทของเรา จิตก็เป็นบริษัทของเรา

ถ้าทำเป็นหน้าที่ยามน่ะ บริษัทเขาก็ดำเนินไปของเขาได้ บริษัทนี่เขาดำเนินการของเขาเอง บอกให้เลย เขามีเหตุปัจจัยของเขาดำเนินการได้ตลอดชีวิตน่ะ

แต่พอเรา...ด้วยความเคยชินน่ะ ดูเฉยๆ ก็ไม่ดู มันจะไปเป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการมากๆ เข้าปุ๊บ มันก็บอกเทคโอเวอร์เลย เป็นของกู

กายนี่ของเรา จิตนี่ของเราแล้ว เราครอบครองหมดแล้ว แล้วก็จะเข้าไปจัดการ บงการอยู่ตลอด ไม่ยอมรับในอาการของจิตต่างๆ นานาที่มันไม่ได้ดั่งใจเรา

เพราะนั้นก็กลับมาอยู่ในคำว่ารู้เฉยๆ รู้ธรรมดา รู้แบบไม่เอาอะไร รู้แบบรู้ทิ้งรู้ขว้างน่ะ แค่มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ แค่นี้  จิตมันก็จะเริ่มวางขันธ์ ให้เขาเป็นไปเอง

ขันธ์ห้านี่ไม่ได้พูดแค่รูปนะ นามด้วยนะ ความคิดด้วยนะ อารมณ์ ความรู้สึก เวทนาด้วยนะ ทั้งหมด ปล่อยให้เขาดำเนินไป เราไม่ต้องยุ่งกับเขา เขาก็ดำเนินไปได้

เหมือนกับเราเป็นเด็กๆ น่ะ เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยนะ มันก็เติบโตของมันมาเอง เห็นมั้ย ไม่เห็นต้องมีใครไปบอกไปสอนหรือไปแก้ไขอะไรมันเลย มันก็โต มันก็พัฒนาของมันไปเอง ไปตามครรลองของมัน

เหมือนกับต้นไม้นี่ มีใครไปบอกให้มันต้องหยุด หรือต้องโตมั้ย มันก็ยืนต้นของมันอย่างนี้ มันก็เติบโตของมันเอง ไม่เห็นมีใครบงการมันเลย 

ตัวมันเองก็ไม่รู้ตัวมันเองกำลังโต แต่ธรรมชาติมันก็โตของมันเองน่ะ ใช่มั้ย ...ขันธ์นี่เหมือนกัน ก็คือธรรมชาติเดียวกัน 

เขาเติบโตได้  เขาเดินไปได้ เขาทำอะไรของเขาได้ เขามีความคิด เขามีความจำอะไรก็เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเขาเลย

นี่ ก็เรียกว่าปล่อยให้ขันธ์ดำเนินไป ก็เรียกว่าเป็นอิสระจากการเข้าไปเกาะเกี่ยวขันธ์

แต่ว่ามันไม่ใช่ว่าครั้งเดียวมันจะขาด ...ต้องซ้ำซากๆ ในการเท่าทันที่เข้าไปถือครองขันธ์ คืออุปาทานขันธ์ 

เมื่อสัมมาสติเกิดขึ้นบ่อยๆ เราจะชัดเจนขึ้น จะชัดเจนขึ้นว่า ลักษณะนี้เข้าไปรับรู้ด้วยอาการที่มีอุปาทาน ลักษณะนั้นเข้าไปรับรู้โดยไม่มีอุปาทาน...คือจะเป็นปกติ

มันจะมีอุปาทานก็สังเกตดู ยินดีกับยินร้าย เกิดขึ้นแล้ว หงุดหงิด ไม่พอใจ รำคาญ รำคาญทำไมอารมณ์มันเกิดขึ้นซ้ำซากวะ ทำไมมันไม่หายไปซักที

อย่างนี้ เราเริ่มไปมีอุปาทานในอารมณ์แล้ว ในความรู้สึก ในเวทนา หรือว่าเวลานั่งนานๆ อย่างนี้ เมื่อย ให้ดู ลองอดทนดูมันดู จะเห็นอาการดิ้นของจิต ดิ้น ...

ไม่ต้องแก้ ไม่ต้องเอาชนะ ...ดูเฉยๆ ดูอาการดิ้นรนของมัน


โยม –  ให้มันดิ้นไป

พระอาจารย์ –  เออ ดูสิ มันทำไมถึงดิ้น ศึกษากับมัน มันจะไปเอาอะไรกับขันธ์ มันจะไปเอาอะไรกับเวทนา เห็นมั้ย มันพยายามจะไปแก้ มันพยายามจะหนี พยายามจะหาเหตุหาผลอะไรก็ตาม อย่างนี้

มันไม่ยอมรับน่ะ มันไม่ยอมรับขันธ์นี้ ความเป็นจริงของขันธ์มันไม่ยอมรับ มันจะเอาแต่ความเป็นจริงของมันน่ะ คือจะเอาแบบไม่มีเวทนาน่ะ หรือให้เวทนาน้อยลง อย่างนี้

เห็นมั้ย มันมีที่หมายของมัน แล้วสิ่งที่ปรากฏมันไม่เป็นไปดั่งที่หมาย ตรงนั้นน่ะมันจึงเกิดทุกข์ 

เพราะนั้นเวทนาไม่ได้ทุกข์หรอก ...แต่ใจเราน่ะทุกข์ เพราะไม่ยอมรับเวทนา เพราะต่อต้าน เพราะไม่ยอมรับตามความเป็นจริงฝึกดู ก็จะเห็น

เพราะนั้นเราไม่ได้นั่งเพื่อเอาชนะอะไรมันน่ะ ...ให้ดูอาการของจิต ให้ดูอาการดิ้นรนทุรนทุราย

แล้วก็ศึกษาว่า เออ มันดิ้นรนทุรนทุราย มันกำลังเข้าไปผลักเข้าไปดัน เข้าไปพิจารณาเพื่อจะเอาชนะมัน เข้าไปอย่างนั้น เข้าไปอย่างนี้ ...ศึกษาดูมันไปเรื่อยๆ

อยู่ในความเป็นกลางบ่อยๆ ต่อเนื่องเมื่อไหร่ เราจะเห็นชัดเจน ...ขันธ์เป็นเรื่องของขันธ์ ไม่ใช่เรื่องของเรา จิตก็จะคลายออกจากสักกายะ คลายออกจากการเข้าไปประกอบกระทำ ด้วยสีลัพพตะต่างๆ

คำว่าคลายออกจากการกระทำในสีลัพพตะต่างๆ ก็คือว่าเขาบอกว่า ต้องอย่างนั้น ได้ยินมาจากอาจารย์ต่างๆ นานา บอกว่าต้องทำอย่างนี้ก่อน ต้องมีความสงบ ต้องพิจารณาให้ถึงที่สุดก่อน

พวกนี้คือมันเป็นปัจจัยให้เกิดสีลัพพตะ แล้วมันจะจดจำความหมายพวกนี้มา แล้วพอมีอาการอะไรที่มันตั้งอยู่ แล้วมันไม่หายสักที  เราเริ่มแล้ว เริ่มกระวนกระวายแล้ว

เหมือนกับเวทนาที่มันตั้งอยู่ตอนนี้ เข้าใจมั้ย เหมือนกันแหละ อาการเดียวกับเวลาอารมณ์อะไรที่ค้างคาข้องอยู่นี่ หงุดหงิดทั้งวันอย่างนี้ ดูกี่ทีก็หงุดหงิดโว้ย

ไปหงุดหงิดกับหงุดหงิดน่ะ เข้าใจมั้ยๆ “ทำไมไม่หายสักที” ...ก็เหมือนกับเวทนาที่เรานั่งปวดอยู่ แล้วเราก็ “ทำไมไม่หายสักที ทำยังไงถึงจะหาย” ...นี่คือเข้าไปหมายมั่นกับขันธ์

เพราะนั้นไอ้ตัวความหงุดหงิดรำคาญ ความเศร้าหมอง ความขุ่น ความกังวล ความวิตกพวกนี้ ถือว่าเป็นวิบาก เป็นวิบาก เป็นผลแล้ว ...มันแก้ไม่ได้

แต่มันมีลึกๆ ที่คิดว่ามันแก้ได้น่ะ ไอ้ตัวนั้นน่ะ สีลัพพตะ ...ความหมายของคำว่าสีลัพพตปรามาส คืออุบาย คือวิธีการ คือเชื่อว่าทำยังไงถึงจะหลุดจากอาการนี้ หรือว่าลุล่วงจากอาการนี้ไปโดยเร็วได้ดั่งใจ

เห็นมั้ย มันมีโลภะลึกๆ มันมีตัณหาลึกๆ ที่มันพาให้เกิดสีลัพพตะ ...พอจิตมันแนะแนว แนะนำเราบ่อยๆ นี่ เรานี่ทนไม่ได้เลย เราจะต้องเข้าไปจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้มันลุล่วงไป

เห็นมั้ย แทนที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ทุกข์ให้กำหนดรู้ ให้รู้เฉยๆ ให้รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่สุดโต่ง ไม่เลือก อย่างนี้ได้ อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้เอา อย่างนี้ไม่เอา

นั่นคือความหมายของคำว่าสุดโต่ง ถ้าสุดโต่งเมื่อไหร่ก็ออกนอกองค์มรรคแล้ว ...ผลอาจจะได้บ้างไม่ได้บ้าง สงสัยอีกแล้ว หาต่อไป แล้วก็หาต่อไป แล้วก็หาใหม่อีก แล้วก็หาอีก อยู่อย่างนี้

มันต้องหยุดน่ะ ยอมรับเลย ชั่งมันลูกเดียว ...ชั่งมัน อยากโง่เองนี่ อยากหลงเองนี่ จนกว่ามันจะเห็นวิบากนั้นหมดไปในตัวของมันเอง

คือนั่นน่ะจิตมันก็จะเห็น เรียนรู้ไตรลักษณ์ไปเรื่อยๆ ยอมรับความควบคุมไม่ได้ ความแปรปรวน ความไม่เที่ยงของทุกสิ่งทุกอย่าง ...อาจจะช้าบ้าง นานบ้าง เร็วบ้าง มันกำหนดเวลาไม่ได้


(ต่อแทร็ก 2/17  ช่วง 3) 



วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 2/17 (1)



พระอาจารย์
2/17 (530815A)
15 สิงหาคม 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เวลามันไม่มีอะไร มันก็ไม่มีอะไร  

สติ...ให้มันเข้าใจความหมายของคำว่าสติที่เป็นกลาง ...มันก็ไม่ได้ไปหาอะไร หรือว่าไปทำอะไรขึ้นมา ...มันมียังไงก็เป็นยังงั้น ไม่มีก็ไม่มี มีก็มี ระหว่างสติที่เป็นกลางจริงๆ น่ะ

ไม่ใช่ว่าไปดูเพื่อให้เห็นอะไรหรือให้เกิดอะไรขึ้นมา ...เกิดก็เกิด ไม่เกิดก็ไม่เกิด ตั้งอยู่ก็ตั้ง จะมากขึ้นก็มาก จะน้อยก็น้อย จะดับก็ดับ เกิดอีกก็รู้อีก

นี่ สติที่ไม่เลือก ถึงจะเรียกว่าสติที่เป็นกลาง สติในองค์มรรค ... เพราะนั้นถ้าเรารักษาสติที่เป็นกลางอยู่ตลอดสายนี่ มันก็จะเข้าสู่ความเป็นอริยมรรค

ก็แนบแน่นอยู่กับความเป็นปกติธรรมดา แล้วมันก็คอยสังเกตอาการ เท่าทันอาการ ...จะมีการเท่าทัน เท่าทันจิตที่เริ่มมีอาการผิดปกติไป

ถ้ามันยืนอยู่ในความเป็นปกติได้ เป็นฐาน มันจะจดจำสภาวะปกติได้ และเมื่อมันผิดปกติ มันจะรู้ ...มันจะรู้ขึ้นว่าผิดปกติไปเพราะอะไร

เพราะตา เพราะหู เพราะรูป เพราะเสียง เพราะกลิ่น เพราะรส เพราะความคิด เพราะความจำ เพราะคนนั้น เพราะคนนี้  จิตมันจะมีอาการ โทสะ หงุดหงิด รำคาญ ยินดียินร้าย

พอเห็นอาการปุ๊บ มันก็เกิดรู้เท่าทันอาการนั้น แต่คราวนี้ว่า ความเท่าทันนี่ มันจะไปเท่าทันตอนไหน


โยม – ครับ บางทีก็ช้า

พระอาจารย์ – ใช่ บางทีก็ช้า บางครั้งก็เร็ว ...คราวนี้ว่าเมื่อช้าก็ตาม เร็วก็ตาม เมื่อเท่าทันตรงนั้นแล้วปั๊บนี่ สิ่งที่ต้องระวังอย่างนึง คือต้องรักษาความเป็นกลาง

คือต้องเฉยๆ ต้องรู้เฉยๆ อย่าไปแก้ อย่าไปลด อย่าไปเพิ่ม หรืออย่าไปหาวิธีการอะไรก็ตามที่มันจะให้หายเร็วๆ ตรงนั้นต้องเท่าทัน ต้องกลาง

เพราะว่าการที่ไม่เท่าทันตั้งแต่ขณะแรกของการเกิดขึ้น หรือการเข้าไปจับอารมณ์ จับจนเป็นอารมณ์นี่ ถือว่าเป็นโมหะ ใช่มั้ย โมหะมันพาไปก่อน คือลืม หลง หาย เผลอ หรือจงใจก็ตาม

เมื่อมันเข้าไปปุ๊บนี่ ถือว่าต้องเสวยวิบาก เป็นผล เป็นผลกรรมแล้ว การกระทำด้วยเจตนา มีโมหะจิตเป็นตัวนำ หรือมีการจงใจเป็นตัวนำ เจตนาทั้งในแง่กุศลก็ตาม อกุศลก็ตาม

เพราะนั้นมันจะต้องเสวยวิบาก เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หงุดหงิด ขุ่นมัว รำคาญ ดีใจ เสียใจ พอเราเริ่มรู้ตัว ปุ๊บ ต้องรู้เฉยๆ แล้ว อย่าไป เอ๊ะ ทำยังไงให้มันหมดไป

หรือว่าไปหาว่าที่มาที่ไปมันมาจากไหน พยายามพิจารณา บางทีก็ชอบไปพิจารณา “เอ๊ะ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้” คิดอีกแล้ว

ต้องรู้เฉยๆ เท่าทัน อยู่เฉยๆ รู้เฉยๆ รู้เป็นกลางๆ เป็นปกติธรรมดา มองให้เป็นเรื่องธรรมดาซะ ...จนกว่าวิบากหรือว่าผลของการที่จิตหลงออกไปนี่ มันหมด หมดเหตุปัจจัย

คือถ้าเรารู้เฉยๆ นี่คือหยุดใช่มั้ย หยุดคือหมายความว่าหยุด หยุดเจตนาแล้ว หยุดความกระทำ หยุดกรรม หยุดกรรมต่อเนื่อง เพราะนั้นมันก็จะเสวยแต่วิบาก สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ยินดียินร้าย พวกนี้

จนกว่ามันหมดกำลัง พอหมดกำลังปุ๊บ มันก็จะเป็นไตรลักษณ์ของมันเอง มันเป็นไตรลักษณ์ของมันเอง ไม่ต้องกลัวหรอก จะช้าจะเร็วจะนาน

ช่วยไม่ได้ ข้อหาหลงผิดไปเองน่ะ ทำผิดเองน่ะ ใช่มั้ย ก็ต้องเสวยผล ยินยอม ยอมรับ เฉยๆ ปั๊บ มันก็กลับมาคืนฐานเดิม คือปกติ ตรงปกตินี่แหละคือฐาน

พูดง่ายๆ คือฐานใจน่ะ ฐานที่ว่าไม่มีการประกอบกระทำ ยังไงยังงั้น เป็นปกติเขาน่ะ

เพราะนั้นในความหมายของคำว่าปกตินี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรนะ มีอารมณ์ก็ได้ ไม่มีอารมณ์ก็ได้ แต่ว่าเราไม่ยุ่งกับมัน เฉยๆ รู้เฉยๆ อย่างนี้

ตรงนี้เป็นฐาน ฐานของศีลสมาธิปัญญา หรือว่าฐานของมัชฌิมา แล้วจากนั้นก็อยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ น่ะ ทันเมื่อไหร่ก็ทันเมื่อนั้น แล้วมันจะไวขึ้นมันจะไวขึ้น

จากที่ว่าเคยรู้ ผ่านไปตั้งนานค่อยรู้ ต่อไปก็ ปึ้บ มันก็รู้แล้ว แล้วมันจะพัฒนาขึ้นไปถึงระดับที่ว่าขณะจะเกิดครั้งแรกของการเข้าไปจับ ก็รู้...รู้ทันที

พอรู้ตรงนั้น ถ้ารู้ทันขณะแรกของการเข้าไปจับอารมณ์มาเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นของเราเมื่อไหร่นี่ ขณะนั้นน่ะถึงจะเรียกว่าสัมมาสติ นะ

พอมันเป็นสัมมาสติ ถ้าเป็นขณะแรกเมื่อไหร่ปั๊บนี่ รู้ปั๊บดับปุ๊บเลย เพราะมันไม่มีผล นะ มันจะไม่ทันก่อภพ มันยังไม่ก่ออารมณ์ มันยังไม่ก่อความหมายมั่น ยังไม่มีอุปาทาน

จะไม่ทันมีอุปาทาน มันจะเป็นอย่างนั้น ...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สัมมาสติครั้งแรก หรือสองสามครั้ง ห้าครั้งสิบครั้ง แล้วมันจะหายในการยึดมั่นถือมั่น เดี๋ยวมันก็เผลอเพลินอีกได้ ยังมีสิทธิได้

แต่ว่ามันก็จะเริ่มพัฒนาสัมมาสติขึ้น มากขึ้นๆ แล้วเมื่อสัมมาสติมันมากขึ้นเมื่อไหร่ คือหมายความว่าตรงนั้นแหละคือจุดที่เข้าไปชำระอุปาทานภายใน ความหลงผิด

ความเห็นผิดในการเข้าไปจับขันธ์ห้า ขันธ์ห้าคือกาย เวทนา จิต ธรรม หรือว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจะผ่อนคลายในการจะเข้าไปหมายมั่นในขันธ์มากขึ้นๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยนะ


โยม – หมายความว่าจะไม่รู้ตัว

พระอาจารย์ – เราจะไม่รู้ เราจะไม่รู้ว่าเราคลายมันได้มากหรือน้อยยังไง

มันทำหน้าที่ของมันไปเอง จิตเขาทำหน้าที่ของเขาเอง เขาเรียนรู้ของเขาอยู่ตรงนั้นน่ะ ตรงสัมมาสตินั่นที่เข้าไปชำระมิจฉาทิฏฐิภายในนั้น

แต่เราไม่รู้ว่า เอ๊ะ มันจะละยังไง เราละได้ยังไง หรือเราจะต้องพิจารณาให้เข้าใจมั้ยว่ามันละได้ยังไง ท่าไหน ...ไม่ต้องไปเอาความรู้ความเห็นอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับมันอีก เพราะคำว่าสัมมาสตินี่มันละหมด

คำว่าละหมดนี่ หมายความว่าแม้แต่ความคิดความเห็นมันยังละน่ะ เข้าใจมั้ย แค่จะออกไปตั้งเป็นความคิดความเห็นหรือออกไปหานี่ แค่ขยับปั๊บมันรู้ ที่เป็นอุปาทานนะ มันจะละทันทีเลย มันจะดับ

เพราะนั้นไม่ต้องไปหาเหตุหาผลเลย...ว่า ต้องเข้าใจอย่างนั้นก่อน ต้องเข้าใจอย่างนี้ก่อนมันถึงจะวาง มันถึงจะละ ...มันไม่สนน่ะ มันละ

คำว่าละ คือละเลย ละทุกสิ่งที่จะเข้าไปหมายมั่น ทั้งในแง่ของความคิด ทั้งในแง่ของความจำ ทั้งในแง่ของความเห็นของตัวเองด้วยซ้ำ

แต่คราวนี้ว่า เรายังแยกไม่ชัดเจน ไม่ชัดเจนตรงไหน ไม่ชัดเจนว่า คิดอย่างไรไม่มีอุปาทาน คิดอย่างไรถึงมีอุปาทาน เข้าใจมั้ย มีความเห็นอย่างไรที่ไม่มีอุปาทาน มีความเห็นอย่างไรที่มีอุปาทาน

ตอนนี้เรายังไม่เกิดความชัดเจนตรงนั้น คือยังแยกขันธ์กับอุปาทานขันธ์ไม่ออก มันอาจจะออก มันอาจจะละได้บางขณะบางคราว แต่ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน

คือใจมันยังไม่ยอมรับโดยสมบูรณ์ คือไม่เกิดปัจจัตตัง หรือว่าญาณมันยังไม่เต็มรอบ การเข้าไปเห็นความเป็นจริงของขันธ์กับอุปาทานขันธ์ ยังไม่เต็มรอบ

มันก็จึงสลับกันไประหว่างเผลอเพลินกับรู้ๆ แล้วก็จับเป็นอารมณ์หรือว่าไปยินดียินร้าย

แต่ให้สังเกตว่า ความคิดก็ตาม ความเห็นก็ตาม รูปเสียงกลิ่นรสก็ตาม ถ้าเรารับรู้แล้วยินดีหรือยินร้าย ตรงนั้นแหละให้รู้ไว้เลยว่ามีอุปาทาน มีอุปาทานเข้าไปรับรู้ในขันธ์...ทั้งขันธ์นอกและขันธ์ใน

แต่ถ้ารู้ในลักษณะที่ รู้โดยเราไม่ได้จงใจหรือเจตนานะ รับรู้ปุ๊บแล้วไม่มีอะไร ปกติ เหมือนกับเห็นก็ธรรมดาผ่านไปเลยอย่างนี้ การรับรู้นั้นถือว่าไม่มีการเข้าไปมีอุปาทาน นะ

พยายามแยกออกตรงนี้บ่อยๆ แล้วมันจะจับทันขณะว่า นี่อย่างนี้ไม่มีอุปาทาน เพราะนั้น คำว่ารู้โดยไม่มีอุปาทานนี่ ไม่ได้หมายความว่ารูปหรือนามนั้นดับ

ก็ยังมี รูปก็ยังมี ก็ยังเห็นอยู่นะ ใช่มั้ย หูก็ยังได้ยินเสียงอยู่นะ เสียงไม่ดับนะ ...แต่มันจะไม่เข้าไปจับมาเป็นอารมณ์ ตรงนี้ต่างหาก

แม้แต่อารมณ์ก็ตาม หงุดหงิด รำคาญ ขุ่น มัว เรารู้ปุ๊บ เรารู้แล้วเฉยมั้ยล่ะ รู้แล้วหงุดหงิดมั้ย รู้แล้วหงุดหงิดซ้ำไหมล่ะ รู้แล้วว่า “เอ๊ะ เกิดอีกแล้ว ทำไมเป็นอย่างนี้อีกแล้ว” เข้าใจมั้ย

หรือว่าอันไหนดีใจ ชอบ ก็ โหย อยู่นานๆ นะ หรืออันไหนมีความสุข อารมณ์สบาย พยายามเข้าไปยินดี มีความพอใจ อย่างนี้ เขาเรียกว่าเข้าไปรู้อารมณ์แบบมีอุปาทาน

เพราะนั้นคำว่ารู้แบบไม่มีอุปาทานคือ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี มากก็มาก น้อยก็น้อย อย่างนี้ ... คือไม่ได้หมายความว่าไม่มีอุปาทานแล้วทุกอย่างต้องดับหมด  

อย่าไปพยายามดับ หรือพยายามว่า ถ้ามันดับถึงจะไม่มีอุปาทาน ถ้าเข้าไปดับโดยที่เข้าใจว่ามีการดับอุปาทานไปพร้อมกัน มันจะเข้าไปสู่ภพของอรูป คือความดับๆ รูปก็ดับ นามก็ดับ

แต่ความหมายของคำว่า ญาณที่เห็นรูปนามดับ เคยได้ยินมั้ย ญาณที่เห็นรูปนามดับนี่ มันไม่ใช่ไปดับรูปนามที่เราผัสสะข้างนอก หรือว่าขันธ์ห้า ไปดับขันธ์ห้า...ไม่ใช่  

แต่เป็นญาณที่เห็นรูปนามของอุปาทานดับ คือความเข้าไปจับขันธ์ห้ามาเป็นตัวตน ตรงนั้นน่ะดับ แต่รูปนามไม่ดับ รูปนามก็ยังคงอยู่นี่ ...คุยกันอยู่นี่ เห็นก็เห็นอยู่ทนโท่ มันดับตรงไหน กายก็มีอยู่  

แต่บางอารมณ์เราไปยินดียินร้าย เห็นมั้ย สังเกตดูสิ บางรูปนี่เฉยๆ ปกติ เราไม่ได้ใส่ใจ ดูเหมือนเราไม่ได้ใส่ใจ มันก็ไม่มีอะไร แต่บางรูป ถ้ามัน เอ๊ สะดุดขึ้นมา แล้วเรา...เอ๊ะ ทำไมถึงอย่างนั้น ทำไมถึงอย่างนี้

ตรงนี้คือ...รูปนั้นเราเข้าไปให้ค่าหรือเข้าไปหมายมั่นในรูปนั้นๆ หรือในเสียง ความคิดก็เช่นเดียวกัน ความจำก็เหมือนกัน อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็เหมือนกัน

ถ้าเราแยกได้ชัดเจน แล้วมันอยู่...ต่างอันต่างอยู่ ขันธ์ห้าก็คือขันธ์ห้า มันจะเกิดมันจะดับ หรือมันจะเกิดซ้ำซาก หรือมันจะตั้งอยู่ไม่ดับ ไม่สำคัญแล้ว เข้าใจมั้ย

มันจะเป็นเรื่องของขันธ์ห้า ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว เพราะนั้นใจรู้กับขันธ์ห้าจะอยู่คนละส่วน แล้วมันจะอยู่ด้วยอาการปกติ เห็นมั้ย อยู่ด้วยความเป็นกลางแล้วนี่ ความเป็นกลางนี่

เพราะนั้นตัวกลางๆ นี่จะเป็นฐาน ถ้าไม่กลางเมื่อไหร่หมายความว่ามันเข้าไปจับ เข้าไปจับ และตัวที่จะทันอาการแรกที่เข้าไปจับ ตัวนั้นถึงเรียกว่าสัมมาสติ

แต่ถ้าไปจับแล้วค่อยรู้ นี่เรียกว่าสติปัฏฐาน คือไปรู้ว่า อ้อ ตอนนี้ไปอยู่กับกาย เป็นทุกข์กับกาย เป็นทุกข์กับอารมณ์ เป็นทุกข์กับความรู้สึก เป็นทุกข์กับรูปภายนอก ไปทุกข์กับเสียง

เขาเรียกว่าไปรู้ตามฐานแล้ว ...ก็รู้ พอรู้ปุ๊บนี่ มันก็แยกออกมาในลักษณะรู้เฉยๆ แล้วก็ตอนนี้ ที่จิตจะเข้าไปเห็นไตรลักษณ์ ต้องยอมรับกฎไตรลักษณ์ เข้าใจมั้ย

แต่ถ้าเราไปยุ่งต่อ คือไปทำให้มันมากขึ้นหรือน้อยลง เข้าใจมั้ย นี่กลับเข้าไปครอบครองรูปนามใหม่อีกแล้ว โดยไปเข้าใจว่าเราทำได้ เราน่าจะทำได้ และมันต้องมีวิธีที่ทำได้

ตัวนี้ เห็นมั้ย มันเข้าไปยุ่งด้วยสักกาย เข้าไปยุ่งด้วยสีลัพพตปรามาส คือการกระทำ แล้วทำแล้วได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง ได้ผลไม่ได้ดั่งใจบ้าง-ดั่งใจบ้าง สงสัยแล้ว เริ่มสงสัยแล้ว 


เพราะนั้น ถ้ายุ่งกับมันเมื่อไหร่นี่ สังโยชน์เบื้องต้นเข้ามาร้อยรัดทันที จะมาร้อยรัดทันที


(ต่อแทร็ก 2/17  ช่วง 2)